ตอนที่ 122 ตั้งกิลเปิดโรงแรม

ตอนที่ 122 ตั้งกิลเปิดโรงแรม
“กิลเหรอ?”
ผมเรียกประชุมบ้าน พร้อมเล่าให้ฟังว่าไปคุยอะไรกับซารีมาบ้าง
“ใช่แล้ว ถ้าตั้งกิลแล้วเอาทาสเข้ากิลก็จะไม่ต้องจ่ายภาษีทาส”
“เห็นด้วยค่ะ”
เมยอาเห็นด้วยเป็นคนแรกสมกับเป็นนักบัญชีผู้ดูแลเรื่องเงินๆ ทองๆ
“ช้าก่อน”
ดาเซสยกมือห้ามไว้ เธอไม่เห็นด้วยเหรอเนี่ย
“ก่อนจะไปพูดถึงเรื่องนั้น”
ว่าแล้วก็เข้ามาดมฟุดฟิดรอบตัวผมอีกแล้ว
“โรมะไปอึบหัวหน้าซารีมาอีกแล้วใช่ไหม!”
“อ่า ก็ใช่”
ดาเซสไม่ถูกกับซารีเหรอ?
“ท่านโรมะ หัวหน้าซารีน่ะเป็นหญิงแกร่งน่ะคะ ระหว่างจะคุมเธอไม่อยู่”
มอเรียเองก็เตือนผมด้วย
“เรื่องนั้นผมรู้แล้วล่ะ ครั้งแรกที่คุยกันผมเจอเธอกดดันจนไปไม่ถูกเลย เรื่องการเจรจาเธอเก่งกว่าผมซะอีก แถมดูคนเก่งอีกต่างหาก”
“ค่ะ เรื่องนั้นก็ด้วย แต่หัวหน้าซารีนะ มีอีกฉายาว่า มังกรไร้ใจ เธอไม่เคยรักหรือใส่ใจในชีวิตใครเลย”
“เอ่อ ผิดแล้วล่ะมอเรีย เรื่องนั้นผมยืนยันได้”
ผิดมากเลยล่ะ ก็ซารีน่ะแอบหลงรักมอเรียอยู่ ถึงตอนนี้จะเอียงมาทางผมแล้วก็เถอะ แต่คงเพราะตำแหน่งหน้าที่ทำให้เธอต้องวางตัวเป็นหัวหน้าที่น่าเคารพ
“มั่นใจขนาดนั้นเลยเหรอคะ”
“อืม ก็ประมาณหนึ่ง”
ผมอธิบายมากไปกว่านี้ไม่ได้ด้วย ไม่งั้นเกิดมอเรียรู้ความจริงแล้วแสดงท่าทีรังเกียจออกมา มีหวังซารีเศร้าจนผูกคอตายแน่ แต่แล้วเรโมริก้าก็กระโดดออกมาจากเงาผม ด้วยเสียงหัวเราะจ้า
“ฮ่าๆๆ เรื่องนั้นฉันก็ยืนยันได้ ก็ซารีน่ะร้องเป็นหมูเลยตอนโดนโรมะจิ้ม แถมร้องขอไม่หยุด อย่างกับคนรักก็ปาน ฉันเองยังเกือบทนไม่ไหว ว่าจะโผล่ออกไปร่วมวงด้วยแล้วตั้งหลายครั้ง”
“ส สมกับเป็นท่านโรมะ แม้แต่มังกรไร้ใจอย่างหัวหน้าซารียังสยบได้”
มอเรียยิ่งมองผมเคารพมากขึ้นไปกว่าเดิมอีก…อืม เป็นแบบนี้สินะ ผมพิชิตหัวหน้าเธอได้ ก็เท่ากับว่าเป็นบุคคลทีเหนือกว่าหัวหน้า ตระกะเพี้ยนไปใหญ่แล้วผม
“นั้นไม่ใช่ปัญหาหรอก”
ดาเซสยังทำท่าจริงจัง
“บอกมาตรงๆ ก็ได้ ว่ามีตรงไหนไม่พอใจ ปัญหาแบบนี้ทิ้งไว้มันไม่ดี”
ผมอยากจะเคลียร์ให้รู้เรื่องไปเลย ถ้าดาเซสมีเหตุผลพอ ผมจะรับฟังและทำตาม ถึงแม้จะต้องเลิกคบหากับซารีก็ตาม
“ถ้าให้พูดตรงๆ ก็คือ…ขืนโรมะเอาหัวหน้าซารีเข้าฮาเร็ม พวกเราก็โดนเขี่ยทิ้งหมดน่ะสิ”
“จ จริงด้วย!”
พวกสาวๆ ทำหน้าแตกตื่นกันขึ้นมาทันที
“เดี๋ยวก่อนเลย ซารีน่ะอายุเยอะแล้วนะ แถมผมไม่เขี่ยใครทิ้งเด็ดขาด”
แต่สาวๆ ไม่ฟังที่ผมพูดเลยแฮะ
“ใช่ โรมะน่ะชอบผู้หญิงที่มีความสามารถ หัวหน้าซารีเองก็เป็นถึงหัวหน้ากิลใหญ่สุดของโลกนี้ มีอำนาจเท่ากับราชินีของประเทศหนึ่งเลย ถ้าผู้หญิงคนนี้เข้ามา พวกเราก็หมดประโยชน์ทันที”
อาเดไลท์ถึงกับกัดเล็บเลยแฮะ จะจริงจังไปไหนเนี่ย
“ไม่ใช่แค่นั้นนะคะ เมื่อวานซืนตอนหนูเอาจดหมายไปส่ง ได้ไปเจอตัวหัวหน้าซารีที่ว่าด้วย เธอดูเด็กไม่ต่างจากหนูเลย แถมแต่งตัวดีมีเสน่ห์มาก”
ฟรานเองก็ร่วมวงกับเขาด้วย
“ไม่ได้การแล้ว จุดยืนของพวกเรากำลังถูกสั่นคลอน”
มิรินยืนขึ้นแล้วกำหมัดเหมือนจะมีไฟลุกพรึบขึ้นมาเลยแฮะ
“พวกเราขอต่อต้านซารี!”
เอาแล้วไง พวกสาวๆ รวมกลุ่มประท้วงแล้ว
ผมเลยใช้สัมผัสราคะกระตุ้นอารมณ์พวกเธอจนเสร็จไปพร้อมกัน
“ใจเย็นลงแล้วยัง”
“ท่านโรมะเล่นแรงอ่ะ”
มิรินบ่นพลางตะกายกลับขึ้นไปนั่งบนเก้าอี้ แต่นํ้านี้ไหลเยิ้มมาถึงเท้าเลย
“ก็พวกเธอไม่ฟังผมพูดเลย ฟังให้ชัดๆ ตรงนี้เลยนะ ต่อให้ซารีเก่งหรือมีอำนาจแค่ไหน ถ้าผมพาเธอเข้าฮาเร็มมา เธอก็จะเทียบเท่ากับทุกคน ผมรักพวกเธอ
ทุกคนเท่ากัน ให้ความสำคัญเท่ากัน ไม่มีที่หนึ่งแต่ก็ไม่มีสอง ไม่มีการเขี่ยใครทิ้งโดยเด็ดขาด”
“ท่านโรมะ!”
พวกสาวๆ รุมเข้ามากอดผมทันที น หนักแฮะ
กว่าจะกลับเข้ามาคุยประเด็นหลักได้ก็เสียเวลาไปนานเลยผมเลยต้องลงโทษดาเซสที่เป็นคนพาออกนอกเรื่องสักหน่อย ด้วยการใส่ปลอกคอและติดสายจูง และให้นั่งแบบหมาไปจนกว่าผมจะบอกให้พอ
“กลับมาเรื่องตั้งกิล มีใครจะค้านไหม”
“ไม่มีค่า”
ทุกคนตอบประสานเสียงกัน
“งั้นก็มาคิดชื่อกิลกับสัญลักษณ์ ใครมีอะไรจะเสนอว่ามาเลย”
“ชื่อกิลก็เอาชื่อท่านโรมะไปเลยสิคะ”
มอเรียเสนอเป็นคนแรก
“ก็ดีนะ”
อาเดไลท์พยักหน้าเห็นด้วย
“แต่ถ้าใช้ชื่อยูโทเปียจะเป็นการช่วยโฆษณาไปในตัวด้วยนะ”
ความคิดของเมยอาก็เข้าท่าเหมือนกัน
พวกสาวๆ ยังเสนออีกหลายชื่อเลย ส่วนผมก็มีคิดในใจ แต่ยังหาคำที่เหมาะไม่ได้ เพราะไม่รู้จะใช้คำอะไรที่ใช้แทนคำว่า อิสระกับความหวัง เพราะพวกผมไม่ใช่กิลที่ก่อตั้งขึ้นมาเพื่อสายอาชีพ อย่างกิลนักผจญภัย
หรือกิลการค้า แต่เป็นกิลที่มีหลักการเพียงแค่การใช้ชีวิตอย่างอิสระตามความชอบส่วนตัว
“อิสระ…เมฆล่ะมั่ง อืม…ส่วนความหวังก็…แสงอาทิตย์? ดวงตะวัน…เมฆาต้องแสงตะวัน อุ เวอร์ไปหน่อยแฮะ”
“นั้นแหละ!”
ผมที่จมไปกับความคิดตัวเองสะดุ้งโหยงเพราะพวกสาวๆ ตะโกนขึ้นมา ผมเลยพึ่งรู้ว่าตัวโดนจ้องแถมทุกคนยื่นหน้ามาใกล้จนแทบจะติดหน้าผมอยู่แล้ว เอ่อ ที่คิดตะกี้หลุดปากออกมาหมดเลยเหรอ?
“เอาชื่อนั้นเลยค่ะท่านโรมะ! เมฆาต้องแสงตะวัน”
“อืม เป็นชื่อที่ดีมากเลย”
ฟรานเชียร์อย่างตื่นเต้น ส่วนอาเดไลท์พยักหน้าด้วยรอยยิ้มกว้าง
“ดะ เดี๋ยว มันไม่ดูน่าขำไปหน่อยเหรอ”
“น่าขำอะไรกันคะ ชื่อนี้เหมาะจะเป็นชื่อกิลที่สุดแล้ว แถมยังสื่อความหมายดีอีกด้วย”
โมอาที่ปกติจะเงียบๆ ไม่ค่อยออกความเห็น ยังเห็นด้วยเลย
“ข้าไม่ค่อยเข้าใจหรอก แต่พอได้ยินแล้วรู้สึกชอบเหมือนกัน”
ดอเรียที่ตามบทสนทนาไม่ค่อยทัน ก็เอากับเขาด้วย
“งั้นเอาตามนี้นะคะทุกคน”
เมยอาถามออกมาแต่เธอก็เขียนชื่อลงไปในใบสมัครก่อนทุกคนจะตอบอีก
“มติเป็นเอกฉันฑ์ค่ะ นายท่าน”
เดเม่ยิ้มบอกผม ทำให้ผมต้องยอมให้ใช้ชื่อนี้ไป เมฆาต้องแสงตะวัน…น่าอายจริงๆ ด้วย!
ส่วนสัญลักษณ์หลังจากตกลงกันอยู่พักหนึ่ง ก็เลือกจะใช้เป็นรูปสัญลักษณ์แทนที่จะเป็นรูปภาพ
สัญลักษณ์เลยเป็นขีดสามขีดและตวัดตรงปลายขึ้น ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของเมฆ กลับรูปวงกลมและมีตาอยู่ตรงกลาง เป็นสัญลักษณ์แทนพระอาทิตย์
พอเสร็จแล้ว ดาเซสก็ขี่ม้าเร็วเอาไปส่งให้ที่กิลนักผจญภัยทันที
ตอนที่ผมตั้งกิลขึ้นมา ผมก็ไม่คาดคิดหรอก ว่ามันจะเป็นจุดศูนย์กลางที่จะดึงดูดมวลมหาปัญหามาให้
วันรุ่งขึ้น ผมออกเดินทางไปที่โรงแรมพร้อมกับพวกสาวๆ ตั้งแต่เช้า ส่วนพวกทาสผมให้ค้างที่โรงแรมตั้งแต่เมื่อคืน เพื่อเช็คระบบต่างๆ ดูว่าพร้อมใช้งานไหม และมีส่วนไหนที่บกพร่องอยู่
แต่พอผมไปถึง พวกเขาก็ท่าทางเหมือนอดนอนมาทั้งคืน แถมพูดเป็นเสียงเดียวกัน ว่าที่นี้หรูจนไม่กล้าหลับตา คิดว่าที่หอพักหรูแล้ว มาเจอที่นี้ยังจะหรูกว่าได้อีก พวกทาสเลยทำตัวกันไม่ถูกเลย เพราะงั้นแหละผมถึงให้มานอนค้าง จะได้มีเวลาปรับตัว
วันนี้ทั้งวัน ผมเดินตรวจทุกจุดของโรงแรม เพื่อเป็นการตรวจเช็ครอบสุดท้าย ก่อนจะเปิดทำการใน
วันพรุ่งนี้ สภาพห้องพักไม่มีปัญหา ผ้าปูเตียงรวมถึงผ้าเช็ดตัวถูกจัดไว้อย่างเรียบร้อย กระจกทุกบานใสไม่มีรอยนิ้วมือ พรมในห้องก็ไม่มีฝุ่น
ลิฟล์ทำงานได้ดีกรณีที่เสียก็จะมีเวทมนต์ป้องกันไว้อีกชั้นหนึ่ง รีเซฟชั่นประจำที่และยิ้มแย้มอยู่ตลอด ร้านอาวุธของลุงออกัสเหลือแค่จัดร้านนิดหน่อย คืนนี้น่าจะเสร็จ ส่วน Workshop ของยูรินและบลูมใช้ชื่อว่า ร้านกำปั้นเหล็ก ซึ่งก็พร้อมเปิดให้บริการแล้ว
ในโซนร้านอาหารด้านนอกจัดโต๊ะไว้พร้อม พวกแผนกพนักงานเสริฟกำลังซ้อมจัดเรียงจานและจำลองการเสริฟอยู่ ในครัวก็กำลังตรวจเช็ควัตถุดิบกันอยู่ และเตรียมจะทำมื้อเที่ยงสำหรับพนักงาน ส่วนร้านอาหารอื่นๆ ก็พร้อมแล้วเหมือนกัน
จะมีก็แต่บาร์เท่านั้น ซึ่งพิเศษหน่อย เพราะรอบร้านจะถูกสร้างเป็นเหมือนตู้ปลาขนาดใหญ่ เพื่อให้เงือกสาวว่ายไปมารอบๆ ร้านได้ และจะมีการร้องเพลงสร้างบรรยากาศไปด้วย เท่าที่ฟังความคิดเห็นจากเงือกสาวดู เธอบอกว่าให้ตายก็ไม่ยอมออกจากร้านนี้เด็ดขาด เพราะเธอถูกใจมันมาก
นอกจากนี้ยังมีร้านเสื้อผ้าที่มีคริสติน่าและเหล่าไรโมดอลคอยดูแล ร้านขายไอเท็มกับอุปกรณ์เวทที่ผมให้เนปฟ่ากับซีเอ้ช่วยกันดูแล โดยที่ของส่วนใหญ่เป็นสินค้าที่ผมผลิตเอง ทั้งยาฟื้นพลังทั้งอุปกรณ์เวท เป็นของทำมือทั้งนั้นต้นทุนเลยถูก ส่วนรายได้ผมแบ่งกันสามส่วน โดยมีผม เนปฟ่า และซีเอ้
แถมยังมีร้านสะดวกซื้อ ซึ่งถือว่าเป็นของใหม่สำหรับโลกนี้ โดยในร้านจะมีทั้งตู้แช่เครื่องดื่มเย็นๆ และขนม
แบบถุงขาย ตอนนี้ยังอยู่ในช่วงทดลองเลยมีแต่มันฝรั่งแผ่นทอด กับข้าวโพดคั่ว อ้อ ทั้งสองอย่างเนี่ย ตอนให้พวกสาวๆ ชิมดู ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันเลย ว่ามันเป็นอาหารของปีศาจชัดๆ พอได้กินแล้วก็หยุดไม่ได้เลย ส่วนคนที่ดูแลพวกสาวๆ อาสาผลัดเปลี่ยนกันมาดูแลให้เอง…คงไม่ใช่จะมาแอบจิกของซื้อของขายกินกันหรอกนะ โดยเฉพาะเอร่าเนี่ย ผมอยากให้อยู่ห่างๆ ร้านมากที่สุดเลย
และผมก็ไม่ลืมจะสร้างสถานพยาบาลขึ้นมาด้วย แต่จุดนี้ผมเปิดเป็นพื้นที่ส่วนรวม ไว้สำหรับพวกนักบวชที่ต้องการหารายได้ ก็ให้มานั่งที่จุดนี้และทำการรักษาและเก็บเงินตามสมควร
ซึ่งร้านทั้งหมดผมจัดให้อยู่ที่ชั้นหนึ่งของทุกตึก และยังมีพื้นที่ว่างอีกเยอะ ไว้สำหรับใครที่คิดจะมาขอเปิดร้าน ผมก็จะคิดค่าเช่าพื้นที่ไป
ส่วนชั้นสองเป็นต้นไปจะเป็นส่วนของห้องพักแขก คนทั่วไปที่ไม่ได้เข้าพักจะไม่อนุญาตให้ขึ้นไป โดยที่พนักงานจะสามารถตรวจดูได้ว่าใครเป็นแขกเข้าพัก จากบัตรพิเศษที่ผมทำให้ เพราะตอนลงชื่อเข้าพักในสมุด ชื่อและหน้าของแขกก็จะไปโผล่บนบัตรทันที
พอออกไปด้านนอก ตอนนี้ก็มีพวกแฟรี่กำลังช่วยขึ้นป้ายชื่อโรงแรมอยู่ ส่วนรอบๆ ก็จะมีสวนดอกไม้ต้นไม้ที่โมอามาทำให้จนดูร่มรื่นไม่เหมือนอยู่ในดันเจี้ยนเลย ส่วนสระว่ายนํ้า ผมยกไปไว้ที่ชั้นลอย ซึ่งอยู่ตรงชั้นสาม เป็นสระว่ายนํ้าขนาดใหญ่ กึ่งๆ สวนนํ้าเลย แต่ไม่มีเครื่อง
เล่นอะไร เพราะกลัวจะมีอันตราย น่าจะพอรับแขกได้ 100-200 คน
ด้านข้างก็สร้างโรงยิม เพื่อเอาไว้ให้นักผจญภัยฝึกซ้อมได้ แต่จริงๆ ผมสร้างไว้กรณีเกิดมีเรื่องกันขึ้นมา ก็ให้ลากมาฟัดกันในนี้ จะได้ไม่ไปรบกวนแขกคนอื่น
จากนั้นพอตกกลางคืน ผมก็ตรวจเช็คระบบไฟต่อ ระบบไฟที่ว่าไม่ใช่ไฟฟ้านะ แต่หมายถึงอุปกรณ์เวทที่ให้แสงสว่าง ดูว่ามีจุดไหนที่มืดเกินไปหรือสว่างเกินไป ซึ่งยูรินไม่ทำให้ผิดหวังจริงๆ เธอจัดวางตำแหน่งได้อย่างแม่นยำจนไม่มีที่ติ พอผมเรียกทุกคนออกมาดูข้างนอก ก็พากันอ้าปากค้าง เพราะแสงจากโรงแรมสว่างและสวยงามมาก
โรงแรมตอนนี้พร้อมเปิดให้บริการแล้ว
และแล้ววันเปิดให้บริการก็มาถึง
แท่นวาร์ปเริ่มทำงานตั้งแต่ช่วงประมาณเจ็ดโมงเช้า คนที่มาคนแรกกลับไม่ใช่นักผจญภัย แต่เป็นซารี
“เนี่ยเหรอโรงแรม!”
เธอยืนมองดูโรงแรมของผมในสภาพตะลึงงัน เพราะจากมุมมองของคนในโลกนี้ มันน่าจะเรียกว่าปราสาทมากกว่า
“อย่ามัวแต่ยืนดูเลย เข้าไปข้างในเถอะ ผมให้พนักงานเตรียมต้อนรับไว้แล้ว”
ผมพาซารีเข้าไปด้านในโรงแรม ซึ่งประตูก็เป็นกระจก…แค่ประตูซารีก็ยืนจ้องอยู่หลายนาทีเลย มีบ่นพึมพำด้วยว่าน่าจะเอาไปใช้ที่กิลดูบ้าง แถมยังมี
พนักงานคอยยืนเปิดประตูให้อีก พอเข้ามาปุ๊บก็จะเจอกับพนักงานต้อนรับมาทักทายอย่างยิ้มแย้ม และพาไปยังริเซฟชั่นเพื่อทำการเช็คอินเข้าพัก
“สุดยอดเลยโรมะ นี้มันข้ามระดับของโรงแรมไปกว่าที่ฉันคิดไว้ซะอีก แล้วนี้ทาสใช่ไหม ทาสไม่ผิดแน่ใช่ไหม ทำไมดูดีแบบนี้”
ซารีมองสำรวจพวกพนักงานต้อนรับอย่างกับจะกินเลือดกินเนื้อ แถมมีขอวิธีการฝึกอีก
“เดี๋ยวผมจะพาเดินชมทั่วๆ นะ เสร็จแล้วจะพาไปกินอาหารเช้าต่อ”
“นำไปเลย”
จากนั้นผมก็พาซารีทัวร์รอบๆ โรงแรม เธอประทับใจทุกอย่างที่เห็นเลย ตั้งแต่อากาศที่เย็นฉํ่าจาก
แอร์ซึ่งติดตั้งไว้ทุกจุดของโรงแรม การจัดพื้นที่ใช้สอยต่างๆ การตกแต่ง ไม่เว้นแม้แต่พื้นทางเดินที่เป็นไม้เคลือบเงาที่ถูกขัดจนใสปิ๊ง เธอบอกว่าราวกับหลุดมาสู่อีกโลกหนึ่งเลย
พอเดินดูชั้นหนึ่งจนทั่วแล้ว ผมก็พาซารีไปที่ร้านอาหาร ซึ่งเป็นร้านที่เห็นสวนดอกไม้ด้านหน้าได้ชัดที่สุด พร้อมกับให้ชิมเมนูมื้อเช้าที่ผมเป็นคนลงมือทำด้วยตัวเอง เรื่องรีแอ็กชั่นไม่ต้องพูดถึง เอาเป็นว่าผมต้องคอยสะกิดเป็นระยะ เพราะเธอดื่มดํ่ากับรสชาติจนลืมหายใจไปเลย
“อาหารอร่อยสุดยอดแบบนี้ ราคาไม่กี่ร้อยรีลเองเนี่ยนะ…รสชาติแบบนี้ขายสักหมื่นรีลฉันยังจะมากินทุกวันเลย”
“เห็นไหมบอกแล้ว”
ผมเหมือนจะได้ยินเสียงของเมยอาพร้อมกับทำท่ากำหมัดขึ้นมาทันที
พอจบมื้อเช้าก็ถึงเวลาพาขึ้นไปดูห้องพัก ซึ่งเป็นห้องสวีทที่อยู่บนชั้นสิบ และที่ชั้นนี้จะมียามดูแลหน้าห้องพักให้ด้วย การตรวจตราคนเข้าออกจะเป็นไปอย่างเข้มงวด รับประกันความปลอดภัยของแขกที่มาพักได้อย่างหายห่วง
ส่วนภายในห้องนั้น กว้างมากมีทั้งห้องนอนสองห้อง ห้องอาบนํ้า ห้องนั่งเล่น ห้องครัว ระเบียง สระว่ายนํ้าส่วนตัว ที่สำคัญวิวจากชั้นนี้จะเห็นความสวยงามของโรงแรมได้อย่างชัดเจน ยิ่งตอนกลางคืนก็จะยิ่งสวย
ผมอธิบายการใช้งานสิ่งของต่างๆ ให้ฟัง แต่ที่ซารีถูกใจที่สุดก็คือชักโครก ถึงขนาดบอกว่าจะเอากลับบ้านเลย
“แต่ห้องแบบนี้คงแพงมากสินะ”
“อืม แพงอยู่เหมือนกัน 5000 รีลต่อคืนน่ะ”
“5000…”
“อืม 5000”
“จะบ้าหรือไง! ต้องพักสุดอลังการแบบนี้แค่ 5000 รีลเนี่ยนะ”
“แล้วคิดว่าราคาเท่าไรดีล่ะ”
“แสน ไม่สิ ล้านหนึ่งยังถูกไปเลย!”
“ฮ่าๆ ขืนตั้งราคาแบบนั้นก็ไม่มีใครกล้ามาพักกันพอดี”
“ฉันไง!”
“คนมีเงินแบบซารีจะมีสักกี่คนกันเชี่ยวในโลกนี้”
“อะ อืม ก็จริง แต่ถึงอย่างไงก็ถูกไปอยู่ดีนั้นแหละ”
“ไม่เป็นไรหรอก ก็วัตถุประสงค์ที่เปิดโรงแรมนี้เพราะแค่อยากทำน่ะ ไม่ได้สนเรื่องกำไรสักเท่าไร แค่ให้อยู่รอดไม่ต้องขาดทุนก็พอแล้ว”
“นายนี้ มีหัวด้านการค้า แต่นิสัยไม่ได้เลยนะ”
“ฮ่าๆๆ เพราะแบบนั้นผมถึงไม่เป็นพ่อค้าไงล่ะ”
จากนั้นผมก็ปล่อยให้ซารีพักผ่อนตามสบาย แต่ก่อนออกมาเธอก็นำเอาใบอนุมัติการตั้งกิลส่ง
ให้ผมด้วย ซึ่งใบนี้หลังจากผมอ่านจบก็จะหายไปทันที แต่มันจะแสดงข้อมูลอยู่บนบัตรกิลแทน ส่วนฟังชั่นการใช้งานจะเป็นในรูปแบบคำสั่งเสียง ซึ่งผมต้องจำให้หมดในฐานะหัวหน้ากิล
ซารีคงอยากจะรั้งตัวผมไว้ให้อยู่ด้วยกัน แต่เธอรู้ว่าผมต้องลงไปดูแลความเรียบร้อยข้างล่าง เธอโบกมือส่งผมด้วยรอยยิ้มแทน
ถ้าระดับซารีชอบที่นี้ แบบไม่มีคำตำหนิเลย ผมก็ไม่ต้องห่วงอะไรแล้ว ผมเลยเดินกลับลงไปด้วยความสบายใจ
ทว่าเรื่องมันไม่ได้ง่ายแบบนั้น
แท่นวาร์ปเริ่มทำงานอีกครั้งช่วงหลังแปดโมง คราวนี้มากันเป็นกลุ่มของนักผจญภัย
ตอนแรกพวกเขามองสลับไปมาระหว่างเขาวงกตกับโรงแรม คงไม่แน่ใจว่าอันไหนเป็นดันเจี้ยนกันแน่ แต่พอเห็นชื่อโรงแรมก็เลยเดินตรงเข้ามาถาม แต่ผมยืนดูอยู่ห่างๆ นะ ให้พนักงานต้อนรับที่ยืนรออยู่ด้านนอก เป็นคนตอบคำถามเอง
“ที่นี้เป็นโรงแรมเหรอ”
“ใช่แล้วค่ะ โรงแรมยูโทเปียยินดีต้อนรับค่ะ”
พนักงานสาวที่เป็นเผ่ากระต่ายตอบอย่างยิ้มแย้ม
“แล้วค่าพักคืนล่ะเท่าไร”
“ราคามีตั้งแต่ 800 รีลต่อคนค่ะ แต่เรามีห้องพักหลายขนาดตามความต้องการของลูกค้า เชิญเข้าไปสอบถามเพิ่มเติมที่ได้เคาเตอร์ด้านในค่ะ”
“ถูกดีนี่หว่า”
“ค่ะ แต่ว่าก่อนจะเข้าไป ขอแจ้งกฎเบื้องต้นในการใช้บริการสามข้อก่อนนะคะ”
“บอกมาเร็วๆ เลย”
“ข้อแรก ห้ามรบกวนแขกที่มาพักท่านอื่น ถ้าฝ่าฝืนจะถูกจับโยนออกไปทันที และทางโรงแรมจะไม่คืนเงินค่าที่พักให้ค่ะ”
“อะ อืม เข้าใจแล้ว”
“ข้อสอง ในเขตของโรงแรมยูโทเปีย จะไม่มีข้อกำหนดเรื่องความต่างของชนชั้นหรือเผ่าพันธุ์ ทุกคนจะเท่าเทียมกันภายในยูโทเปียค่ะ”
“ว่าไงนะ! จะบอกว่าพวกครึ่งสัตว์อย่างแกมีค่าเท่ากับพวกข้าเหรอ! กฎบ้าบออะไรกันว่ะ”
“ขออภัยด้วยค่ะ แต่นี้เป็นกฎสำหรับที่นี้ ถ้าคุณลูกค้าอยากจะใช้บริการก็ต้องยอมรับในเงื่อนไขค่ะ”
“ชิ แล้วข้อสุดท้ายล่ะ”
“ข้อสาม พนักงานทุกคนของยูโทเปีย ถือเป็นทรัพย์สินของนายท่านโรมะ ห้ามแตะต้อง ข่มเหง หรือกระทำการอันใดที่จะเป็นการทำร้ายร่ายกายและจิตใจค่ะ”
“ใครเป็นคนคิดกฎวะ แมร่งสติไม่ดีแน่ๆ”
“เฮ้ๆ เดี๋ยวสิ ยัยนี้เป็นทาสไม่ใช่เหรอ”
เพื่อนในกลุ่มที่มาด้วยกัน ชี้ไปที่คอของกระต่ายสาว ซึ่งเธอก็ยังคงรอยยิ้มได้แบบไม่มีที่ติ
“ถ้าเป็นแค่ทาสก็ไม่ต้องสนกฎแมร่งสักหน่อย จะว่าไปยัยนี้ก็ดูดีสุดๆ เลยนี่หว่า ต้องเป็นทาสสะสมแน่ๆ ไหนขอพี่ลองจับดูหน่อย”
แต่ทันทีที่ยื่นมือเข้ามาทำท่าจะลวนลามกระต่ายสาว ก็มีปลายดาบจ่อไปที่คอของนักผจญภัยคนนั้นทันที
คนที่โผล่ออกมาด้วยความเร็วแสง หาใช่ชายหนุ่มหล่อลํ้า แต่เป็นมนุษย์เป็ด…เป็ดจริงๆ แบบเป็นเป็ดทั้งตัวขนขาวฟูฟองเลย ที่ต่างจากเป็ดก็แค่ขนาดตัวกับมือที่มีนิ้วเหมือนของมนุษย์เท่านั้น เจ้านี้ก็เป็นทาสที่ซื้อมาเหมือนกัน และทำหน้าที่เป็นยามประจำประตูหน้า
“ห้ามแตะต้องพนักงานก๊าบ”
“น หน่อยไอ้เป็ดเวรจะเอาเหรอว่ะ!”
“อย่าดีกว่าก๊าบ เลเวลผมสูงกว่าพวกคุณ แถมยังใช้อาวุธที่นายท่านประทานให้ด้วยนะก๊าบ พวกคุณไม่ใช่คู่ต่อสู้ของผมหรอกก๊าบ”
อาวุธที่เป็ดใช้เป็นดาบเรเปียร์ แต่ไม่ใช่อาวุธธรรมดา แต่เป็นอาวุธเวทมนต์ที่หาได้ยากถ้าสู้กันเป็ดเชือดพวกนี้ทิ้งได้ในพริบตาเดียวแน่ๆ
“เฮ้ย ไปเถอะ อย่ายุ่งกับมันให้เสียเวลาเลย”
“ชิ ไอ้โรงแรมเฮงซวยแบบนี้ไม่มีใครเขามาพักหรอกโว้ย!”
พวกมันยอมถอยไปแต่โดยดี และมุ่งหน้าย้อนกลับไปที่ชั้น 11
พอเหตุการณ์สงบแล้ว ผมก็เดินเข้าไปหาทั้งคู่
“นายท่านขออภัยด้วยค่ะ เพราะฉันทำให้ต้องเสียลูกค้าไป”
“ไม่เป็นไร ที่ผมตั้งกฎแบบนี้เพราะไม่อยากได้ลูกค้าสวะแบบนั้นอยู่แล้ว ไม่ต้องคิดมากหรอก เธอต่างหากทำงานได้ดีมาก ไม่ว่าจะสถานการณ์แบบไหนก็ยังยิ้มรับแขก และไม่ตอบโต้ลูกค้าด้วยอารมณ์ ทั้งๆ ที่เป็นครั้งแรก แต่ทำได้ขนาดนี้น่าชื่นชมจริงๆ”
“น นายท่านกล่าวชมเกินไปแล้ว”
กระต่ายสาวเขินจนหูกระดิกไปมาไม่หยุด
“นายเองก็ด้วย โผล่ออกมาได้จังหวะพอดี รักษามาตรฐานแบบนี้ไว้นะ”
“ก๊าบ!”
จากนั้นผมก็ปล่อยให้ทำงานต่อไป พนักงานต่างทำงานได้อย่างไร้ที่ติแบบนี้ ผมก็เบาใจและปล่อยให้ดูแลกันเองได้แล้ว
แต่ว่าปัญหากับอยู่ที่กฎสามข้อที่ผมตั้งไว้ เพราะตอนช่วงเช้ามีนักผจญภัยนับร้อยคนผ่านแท่นวาปร์มา แต่กลับไม่มีใครเข้าพักในโรงแรมสักคน เพราะพอได้ฟังกฎสามข้อแล้ว ก็พากันส่ายหน้าหนีหมด
ส่วนนี้ผมเคยโดนอาเดไลท์ทักมาเหมือนกัน ว่าทำไมถึงเอากระต่ายสาวที่เป็นเผ่าครึ่งสัตว์ มาเป็นพนักงานต้อนรับที่ด้านหน้า
แต่ผมคิดว่า ถ้าแค่นี้ยังไม่สามารถก้าวข้ามความอคติไปได้ เรื่องอื่นก็ไม่ต้องพูดถึง การที่ให้เผ่าครึ่งสัตว์มาเป็นพนักงานต้อนรับด้านหน้า ก็เพื่อกรอกแขกที่จะมาพัก และประกาศให้เห็นจุดยืนของโรงแรมแห่งนี้ไปในตัว ถ้าคุณก้าวข้ามกฎสามข้อของผมไปไม่ได้ คุณก็ไม่ใช่ลูกค้าที่ยูโทเปียต้องการ
ถึงแม้ผมจะต้องปิดกิจการเพราะล้มละลายจากกฎสามข้อ ผมก็ยอมรับมันได้อย่างไม่เสียใจเลยแม้แต่น้อย


ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ตอนที่ 4 พลังของมารราคะ

ตอน 150

ตอนที่ 149 เหตุบังเอิญ