ตอนที่ 125 สัมภาษณ์
ตอนที่ 125 สัมภาษณ์
หลังเปิดโรงแรมมาได้หนึ่งอาทิตย์ ผมก็เปิดประชุมอีกครั้ง
แต่ไม่ได้มาถกปัญหากันแบบคราวก่อน เพราะแค่จะบอกแนวทางของโรงแรมเท่านั้น
อย่างแรกเลยผมไม่คิดจะขยายโรงแรมเพิ่มตามที่หลายคนเรียกร้องมา
เพราะว่าถ้าเพิ่มขนาดก็ต้องซื้อทาสมาฝึกเพิ่ม ซึ่งต้องใช้เวลา
และยิ่งถ้าโรงแรมใหญ่จนเกินไป การดูแลและการบริการก็จะไม่ทั่วถึง
แต่ผมต้องการให้คงมาตรฐานเอาไว้ นอกจากนี้ยังต้องคำนึงถึงความสมดุลของดันเจี้ยนด้วย
เพราะถ้าทุกกคนรุมมาอยู่แต่ชั้นนี้ ความสมดุลของสินค้าในตลาดก็จะพังครืนลงมาทันที
อย่างที่สองผมจะปล่อยให้พนักงานบริหารงานกันเอง จริงๆ
มันก็เหมือนที่ทำอยู่ตอนนี้แหละ ที่ผมแทบจะไม่ลงไปมีส่วนอะไรด้วยเลย การที่ให้
พนักงานประชุมและแก้ไขปัญหากันเอง นอกจากเพื่อจะฝึกแล้ว
ผมยังพยายามสร้างให้ทุกคนเกิดความรักในองค์กรของตัวเองขึ้นมา
ซึ่งผมว่าตอนนี้ทุกคนมีสิ่งนั้นอยู่ในตัวอย่างเต็มเปี่ยมอยู่แล้ว
เพราะฉะนั้นผมสามารถฝากให้พวกพนักงานบริหารที่นี้ได้อย่างเต็มร้อย
“ไม่ต้องกลัวหรอก แค่ทำเหมือนที่ผ่านมาเท่านั้น ผมเชื่อมั่นในตัวพวกคุณทุกคนนะ”
ผมกล่าวปิดท้ายการประชุม
ก่อนที่พนักงานจะลุกขึ้นและก้มหัวลงกล่าวคำขอบคุณผมทั้งนํ้าตา
“เอ่อ ผมไม่ได้จะจากไปตายที่ไหนสักหน่อย ก็ยังจะแวะมาดูอยู่เรื่อยๆ
นั้นแหละ แถมยังได้เจอกันที่คฤหาสน์อยู่ทุกวัน”
ความโอเวอร์ของพวกทาสเล่นเอาผมใจไม่ดีทุกทีเลยสิ
ผมเตรียมตัวออกจากโรงแรมเพื่อจะกลับไปที่คฤหาสน์
ยังมีงานที่ต้องไปช่วยทางพวกกรอเรียอีก เพราะมันใกล้ได้เวลาเปิดเรียนแล้ว
แถมยังต้องไปดูพวกที่มาขอทุนสนับสนุนในการเรียนด้วย
ที่สำคัญผมจะไปดูความเปลี่ยนแปลงภายในเมือง
เพราะการเปิดโรงแรมของผมต้องสร้างผลกระทบอย่างวงกว้างแน่
แต่พอมาถึงบริเวณฮอล์ พวกพนักงานก็มาตั้งแถวสองข้าง
และโค้งตัวลงได้องศาเท่ากับพอดีเปะ…
“ขอให้เดินทางโดยสวัสดิภาพครับ/ค่ะ/ก๊าบ นายท่าน”
“อ อืม ขอบใจ”
ผมเดินผ่านไปแบบสั่นๆ จะทำให้ดูยิ่งใหญ่กันไปฟ่ะเนี่ย
ดูสิพวกแขกหันมามองกันใหญ่เลย แต่ก็มีเสียงร้องส่งมาเหมือนกัน
ส่วนใหญ่จะกล่าวขอบคุณผมเหมือนกันแฮะ
ที่สร้างโรงแรมน่าอยู่แบบนี้ขึ้นมาให้ และยังพากันเรียกผมว่าโอนเนอร์ด้วย
พอหลุดจากแถวพนักงานได้ ผมก็ค่อยหายใจคล่องหน่อย
แต่พอจะเดินไปที่แท่นวาปร์ ก็มีกลุ่มนักผจญภัยอีกกลุ่มผ่านเข้ามาพอดี
ซึ่งผมล้วนแต่คุ้นหน้าคนกลุ่มนี้
“อ่ะ พี่ชาย! พี่สาวเมด!”
เป็นเด็กสามคนที่เดเม่เคยช่วยไว้จากพวกวัวนอกเมืองนั้นเอง
แต่ไม่ใช่แค่นั้น
“ง ไง”
คนที่กล่าวทักผมเป็นชายชาวตะวันตกผมทอง เจ้าปีเตอร์นี้เอง!
“อืม พวกนายก็จะมาพักที่โรงแรมเหรอ แต่เสียใจด้วยนะมันเต็มหมดแล้ว”
“เปล่าๆ พวกเราจะมาพวกพี่ชายนั้นแหละ”
เด็กที่แต่งตัวเหมือนนักดาบซึ่งดูจะเป็นหัวหน้าบอกออกมา
“มาหาผม? มีธุระอะไรเหรอ”
“พวกเราจะมาขอเข้ากิลพี่ชาย กิลเมฆาต้องแสงตะวันใช่ไหม
ให้พวกเราเข้าด้วยนะ”
“เอ๋? แต่กิลนี้มีแต่ทาสเป็นส่วนใหญ่นะ
แถมยังไม่ได้กำหนดแนวทางหรือสิทธิผลประโยชน์อะไรเลยสักอย่าง
จะบอกว่าเป็นกิลที่ตั้งมาเพื่อหนีภาษีทาสก็ว่าได้”
ใช่ มันเป็นอย่างที่ว่าจริงๆ นั้นแหละ
“ไม่สนใจเรื่องพวกนั้นหรอก พวกเราเองก็โตขึ้นมาในสลัม
ไม่ได้ดีกว่าทาสสักเท่าไร ไม่สิ ที่อยากเข้ากิลพี่ชายเพราะมันเป็นกิลแบบนี้ต่างหาก
อย่างที่ทุกคนพากันเรียก คนของเมฆาสวรรค์ มันเท่ห์สุดๆ ไปเลยอ่ะ!
พี่สาวเมดเองก็เก่งมากๆ ด้วย พวกผมอยากเก่งให้ได้แบบเดียวกับพี่สาวเมดเหมือนกัน”
“ทางนี้ก็ไม่ได้เรื่องมากเรื่องรับคนหรอก ถ้าอยากจะเข้าก็จะให้เข้า
ว่าแต่นายก็ด้วยเหรอปีเตอร์”
“อืม ฉันเข้าร่วมปาร์ตี้ของเด็กพวกนี้มาสักพักหนึ่งแล้ว
ต้องบอกว่าเพราะเด็กพวกนี้ทำให้ฉันกลับมาจับได้อีกครั้ง
เลยอยากจะตามไปด้วยให้ถึงที่สุดน่ะ”
“โอ้ เริ่มมีไฟขึ้นมาแล้วสินะ”
“ไม่หรอก เพราะนายกับท่านเอร่า ช่วยทำให้ฉันตาสว่างได้
ต้องขอบคุณพวกนายเหมือนกัน”
“แล้วจากนี้คิดจะทำอะไรต่อล่ะ”
“ก็ตั้งเป้าว่าจะเก่งกว่านี้ เป็นนักผจญภัยเก็บเลเวล ค่อยๆ
เก็บสะสมเงินสร้างเนื้อสร้างตัวใหม่
แต่ระดับฝีมืออย่างฉันคงไม่กล้าตั้งเป้าสูงอย่างการไปสู้กับจอมมารอย่างผู้กล้าคนอื่นๆ
หรอก”
“เป้าหมายจะเล็กจะใหม่ไม่สำคัญหรอก ขอแค่เป็นสิ่งที่ตัวเองเลือกไว้ก็พอ
อ่ะ จะเข้ากิลกันใช่ไหม”
ผมใช้คำสั่ง รับสมัคร ขึ้นมาเพื่อให้ทุกคนตอบรับ
เท่านี้ก็เป็นอันเสร็จสิ้นแล้ว กรณีที่เป็นนักผจญภัย
ที่บัตรกิลจะแสดงชื่อกิลพร้อมกับสัญลักษณ์และรายละเอียดต่างๆ
ที่หัวหน้ากิลเป็นผู้กำหนดไว้ด้วย
“ถ้าพวกนายเป็นสมาชิกกิลแล้ว
จะสามารถใช้แท่นวาปร์ไปที่คฤหาสน์ได้ด้วยนะ ที่นั้นจะมีหอพักอยู่
ถ้าไม่มีที่พักก็ให้ไปใช้ได้”
“จริงเหรอ!”
ทุกคนทำตาโตขึ้นมาทันที
“จริง แต่มีกฎอยู่เหมือนกัน ให้ทำตามกฎด้วยล่ะ”
“รับทราบ!”
ทุกคนขานรับพร้อมกัน
แต่เจ้าปีเตอร์นี้แก่กว่าพวกเด็กพวกนี้ตั้งเยอะ ยังจะมาทำท่าเหมือนกับพวกเด็กอีก
“อ้อ แล้วเอานี้ไป ฉันยกให้เป็นของขวัญสำหรับการตั้งตัวใหม่ของนาย”
ผมหยิบดาบซอมบี้สเลเยอร์ออกมา ดองไว้ในกระเป๋านานแล้ว
จะขายก็ไม่คุ้มจะเก็บไว้ก็ไม่มีใครใช้ ยกให้ปีเตอร์ไปนั้นแหละดีที่สุด
“ซ ซะ ซอมบี้สเลเยอร์!!!”
ทุกคนถึงกับแหกปากตะโกนลั่น
“จะดีเหรอ! นี้มันโคตรแพงเลยนะ”
“ก็ใช้ให้คุ้มค่าล่ะกัน แถมหัวหน้ากิลอย่างผมยกให้เอง
ก็ต้องดีอยู่แล้วสิ”
“สุดยอด!”
ทุกคนมองดาบในมือปีเตอร์ด้วยตาเป็นประกาย
“งั้นพวกเราไปล่าซอมบี้ที่ชั้น 9 กันเถอะ”
“เห็นด้วย!”
แล้วปาร์ตี้ของพวกปีเตอร์ก็พากันมุ่งหน้าไปที่ชั้น 9
ผมตรวจสอบดูแล้ว เลเวลของพวกเขาเพิ่มจากเมื่อก่อนมาก
ในอัตราความเร็วที่เหนือกว่านักผจญภัยทั่วไปเยอะเลย
ที่ผ่านมาคงพยายามและตั้งใจกันมากทีเดียว ระดับเลเวลขนาดนี้ที่ชั้น 9 คงไหวล่ะมั่ง
นี้ถ้าเอร่าอยู่ด้วยและรู้ว่าปีเตอร์เปลี่ยนไปขนาดนี้
จะทำหน้าอย่างไงนะตั้งแต่เปิดโรงแรมผมก็ให้เอร่าอยู่เฝ้าบ้าน
เพราะพามาด้วยก็มาเกะกะเปล่าๆ แต่เจ้าตัวก็ไม่ได้บ่นอะไร
เพราะผมทำอาหารทิ้งไว้ให้เพียบ กะให้กินจนท้องแตกไปเลย
แต่ว่าเริ่มมีสมาชิกกิลที่ไม่ใช่พวกทาสแล้ว
สงสัยต้องเริ่มคิดแนวทางของกิลให้ชัดเจนแล้วสิ
แล้วพวกผมก็กลับออกมา ซึ่งก็ตามคาด
กำแพงรอบคฤหาสน์เปลี่ยนไปอีกแล้ว…เอาเลย เอาที่พวกนายสบายใจเลยพวกคุณมอนสเตอร์
ตอนนี้ถ้ายืนอยู่ตรงกลางถนนระหว่างเมืองกรอซ่ากับคฤหาสน์ของผม
จะต้องสงสัยแน่ว่าทางไหนที่เป็นเมือง ไม่สิ
กำแพงทางนี้ต่างหากที่ดูเหมือนเมืองมากกว่า เพราะมีทั้งคูนํ้ารอบกำแพง
แถมยังมีสะพาน
ข้ามแบบยกขึ้นยกลงได้ ประตูก็มีถึงสามชั้น
มีหอคอยยิงธนูอีกเกือบร้อย ทำซะอย่างกับจะรบกับใครเลย
แถมมันเริ่มขัดกันแล้วสิ กำแพงที่ดูอลังการยิ่งใหญ่และดูน่าเกรงขาม
แต่หลังประตูก็จะกลายเป็นสวนสวรรค์ที่ร่มรื่นทันที
แต่ตอนที่แถวของผมก้าวผ่านประตูเข้ามา ก็มีกลุ่มคนหกคนวิ่งเข้ามาหา
ส่วนใหญ่เป็นวัยกลางคนแล้ว
“ท ท่านครับ ท่านเองจะมาที่นี้หรือครับ”
“เปล่า แต่ผมอยู่ที่นี้”
ผมตอบออกไป พลางตรวจดูทุกคนไปด้วย อ้าว พวกทาสนี่น่า?
ว่าแต่ทาสของใครล่ะเนี่ย ไม่มีเจ้าของมาด้วย
“ร หรือว่าท่านคือท่านเทพโรมะ!”
พอพวกทาสเรียกผมแบบนั้น พวกสาวๆ
ด้านหลังก็กั้นหัวเราะไม่อยู่ส่งเสียงดังพรืดออกเลย
“ไม่ใช่เทพสักหน่อย เป็นมนุษย์แบบพวกนายเนี่ยล่ะ
ว่าแต่มีธุระอะไรล่ะ”
“พ พวกเราจะมาขอเข้าเรียนที่นี้ด้วยขอรับท่านเทพ”
…เอาเถอะ ห้ามไม่ฟังแบบนี้อยากจะเรียกอย่างไงก็เชิญเลย
“แล้วเจ้านายของพวกนายอนุญาตแล้วเหรอ”
“ขอรับ นายท่านบอกว่า ถ้ามีไอ้บ้าที่ไหนรับทาสเข้าเรียน
ก็เชิญไปได้เลย”
เอ่อ นั้นมันประชดไม่ใช่เหรอ แต่ถ้าออกมาจากปากเจ้าของ
ก็ถือว่าเป็นคำสั่งได้เหมือนกัน
“แล้วทำไมพวกนายถึงอยากจะเรียนหนังสือกันล่ะ”
พวกทาสหันมามองหน้ากัน ก่อนจะพยักหน้าให้ตัวแทน
“พวกเราบังเอิญได้เจอคนของเมฆาสวรรค์ครับ ทั้งๆ
ที่เป็นทาสเหมือนกันแต่ดูไม่เหมือนกันเลยสักนิด พวกเราเลยเข้าไปถาม
เขาคนนั้นเลยตอบพวกเรา
ว่าที่พวกเขาต่างเพราะเขามีความหวังและอนาคตที่ท่านเทพมอบให้ และยังบอกอีกว่า
ท่านเทพเคยตรัส ว่าความรู้จะเป็นรากฐานที่พาไปสู่อนาคตได้อย่างมั่นคง
พวกเราจึงอยากจะได้ความรู้ เพื่อที่จะได้มีอนาคตเหมือนกันขอรับ”
เยอะไปแล้ว แต่ถ้าไม่นับวิธีพูดแล้ว
ผมรู้สึกได้ถึงความตั้งใจของพวกเขาเลย
“พวกนายผ่าน ฉันจะติดต่อเรื่องสมัครเข้าเรียนให้ และจะให้ทุนสนับสนุนจนกว่าเรียนจบ
แต่สภาพของพวกนายมันจะไปรบกวนนักเรียนคนอื่นได้ เพราะงั้นก่อนเข้าเรียนทุกครั้ง
พวกนายจะต้องไปอาบนํ้าที่หอพักและเปลี่ยนชุดที่ทางนี้เตรียมให้ทุกครั้ง
เข้าใจใช่ไหม”
“ขอบพระคุณมากครับท่านเทพ!”
“เดเม่ วานพาพวกเขาเดินไปดูสถานที่ และพาไปห้องอาบนํ้ากับเตรียมเสื้อผ้าให้หน่อยนะ
พอเปิดเรียนแล้วจะได้จัดการกันเองได้”
“ได้ค่ะนายท่าน”
แต่ก่อนเดเม่จะพาพวกทาสไป พวกนั้นก็คุกเข่าลง
และแบมือขึ้นมาเหนือหัว บนมือของทุกคนมีสิ่งของวางเอาไว้
“ได้โปรดรับไว้ด้วยเถอะครับ”
ของที่ว่ามีทั้งเหรียญทองแดงเล็กที่บิดเบี้ยว เมล็ดพืช
กระทั่งก้อนหิน แต่ผมก็รับมันเอาไว้ ไม่ใช่เพราะมันคือสิ่งของ
แต่เพราะผมรับเอาความตั้งใจของพวกเขามาต่างหาก
พอเข้ามาถึงคฤหาสน์แล้ว ผมก็แยกตัวไปหากรอเรียที่โบสถ์
โดยมีดาเลไลท์ มิริน มอเรีย และเมยอาตามมาด้วย
เพราะสี่คนนี้อาสาเป็นครูสอนหนังสือให้เหมือนกัน โดยจะสลับกันมาแทนคนที่ไม่ว่าง
โดยเฉพาะเมยอาที่เสนอตัวเป็นครูสอนเลขเพียงคนเดียว
โบสถ์ที่สร้างขึ้นมาตรงชายป่า เป็นอาคารสามหลัง
มีโบสถ์ที่พวกกรอเรียไว้ทำพิธีอยู่ตรงกลาง คงสภาพตามแบบโบสถ์ใหญ่ไว้ทุกประการ
ส่วนอาคารที่สองเป็นอาคารไม้สองชั้น มีห้องเรียนชั้นล่ะห้องหก
สามารถรับนักเรียนได้ 240 คนโดยประมาณ
ส่วนอาคารหลังสุดท้ายเป็นอาคารชั้นเดียวแต่ค่อนข้างกว้าง
ใช้เป็นห้องสมุดซึ่งเก็บตำราเอาไว้มากมาย นอกจากนี้ยังมีลานฝึกดาบและยิงธนูด้วย
ผมเข้าไปหากรอเรียในโบสถ์ ซึ่งเธอพึ่งเสร็จจากการทำพิธีขอพรพอดี
แต่พอเห็นหน้าผม เธอก็มีสีหน้าไม่ค่อยดี
“ไม่ค่อยราบรื่นสินะครับ”
“ค่ะ ตั้งแต่วันไปแจกใบปลิวก็มีคนมาสมัครแค่ 10 คนเท่านั้น ทั้งๆ
ที่มะรืนนี้ก็จะเปิดเรียนแล้วแท้ๆ”
“ไม่เห็นต้องทำหน้าเศร้าเลยครับ คิดซะว่า ‘แหม
ยังมีคนอุตส่าห์มาเรียนด้วย’ จะดีกว่านะครับ”
“โธ่ คุณโรมะล่ะก็!”
กรอเรียทำท่าโกรธใส่ผม แต่ก็ยิ้มออกมาได้แล้ว
“แต่ 10 คนนี้ก็ถือว่าเยอะแล้วนะครับ เพราะถ้าพวกเราสอนพวกเขาได้ดี
โตขึ้นมาพอมีลูกมีหลานเดี๋ยวเขาก็ส่งให้มาเรียนที่นี้อีก
แค่คิดว่ามีนักเรียนสิบรุ่น รุ่นล่ะสิบคน ก็เป็นร้อยคนแล้วนะครับ”
“ความคิดของคุณโรมะนี้น่าอัศจรรย์เสมอเลยนะคะ”
“ผมแต่มองโลกในความเป็นจริงเท่านั้นแหละครับ”
“อะแฮ่ม”
สงสัยเหมือนเห็นผมกับกรอเรียนั่งจีบกันอยู่มั่ง
อาเดไลท์เลยกระแอ่มเตือนออกมา
“เกือบลืมไป ผมหานักเรียนเพิ่มให้ได้อีก 6 คนแล้วนะครับ”
“จริงเหรอคะ!”
“แต่เป็นทาสที่รับทุนสนับสนุนจากผมนะครับ แฮะๆ”
“ดีซะอีกค่ะ ถ้าเป็นทาสที่คุณโรมะรับรองมาล่ะก็
ต้องเป็นคนที่มีความตั้งใจมากแน่ๆ”
“ครับ ผมก็รู้สึกแบบนั้น”
“พูดถึงทุนสนับสนุน วันนี้คุณโรมะว่างไหมคะ
ฉันจะได้เรียกคนที่มาขอทุนสนับสนุนมาพบ”
“ว่างครับ เรียกมาได้เลย งั้นขอรบกวนสถานที่หน่อยนะครับ
ว่าจะสัมภาษณ์ที่นี้เลยทุกคนจะได้เห็นด้วย”
“ได้ค่ะ จะให้ช่วยเตรียมสถานที่อะไรไว้ไหมคะ”
“ไม่ครับ แค่นี้ก็พอแล้ว”
แล้วกรอเรียก็ให้พวกอัศวินควบม้าออกไปตามคนที่มาขอทุนทันที
ส่วนเธอเองก็ออกไปด้วย
เหมือนกัน โดยแยกกันไปตามเพราะเห็นว่ามีหลายคนเลย
ส่วนคนที่มาก่อนผมก็เริ่มสัมภาษณ์ทันที คนที่มาล้วนแต่มีฐานะยากจน
ไม่เป็นเด็กในสลัม ก็เป็นพวกข้างถนน กระทั่งโสเภณียังมีเลย
พวกคุณอาจคิดว่าผมเป็นคนใจดี แต่ผิดแล้ว ผมไม่ใช่คนใจดี
และไม่ใช่คนที่ชอบให้โอกาสใครอย่างสิ้นเปลื้องด้วย
แต่จะให้โอกาสเฉพาะกับคนที่ผมเห็นว่าคู่ควรเท่านั้น ฉะนั้นถ้าเห็นว่าเป็นคนที่มา
เพียงเพื่อจะมีข้าวกินฟรีและมีที่อยู่ ผมจะเชิญออกไปทันที
การเรียนไม่ใช่เรื่องเล่นๆ จะต้องอาศัยความตั้งใจถึงจะประสบผล
เพราะงั้นผมไม่เสียเวลากับพวกหวังสบายทางลัดหรอก
ในห้าคนแรกที่สัมภาษณ์มีผ่านแค่คนเดียว เป็นโสเภณีเด็ก เอ่อ
ไม่ใช่เพราะว่าเธอเป็นผู้หญิงและเป็นเด็กตามสเปกที่ผมชอบหรอกนะ
แต่เพราะตั้งแต่เริ่มสัมภาษณ์เธอกลับเป็นฝ่ายถามคำถามผมฝ่ายเดียว เช่นว่า
เรียนแล้วจะได้อะไร วิชาที่เรียนจะเอาไปใช้ทำอะไรได้
ซึ่งทุกคำถามแสดงถึงความปรารถนาที่จะแสวงหาอนาคตที่ดีขึ้นของตัวเอง
คนแบบนี้แหละที่จะเข้าใจหลักการที่แท้จริง ว่าเรียนหนังสือไปเพื่ออะไร
หลังจากผ่านการสัมภาษณ์ ผมจะอธิบายเงื่อนไขต่างๆ
ในสัญญาทุนสนับสนุนให้ฟัง เช่นว่า เธอจะได้อาหารและที่อยู่
รวมถึงเสื้อผ้าและอุปกรณ์การเรียนทุกอย่าง
รวมถึงสามารถขอหนังสือหรืออะไรที่เกี่ยวข้องกับการเรียนเพิ่มเติมได้ตามที่ต้องการ
พอเรียนจบแล้วก็
จะไม่มีข้อผูกมัดอะไร สามารถเลือกงานที่ต้องการทำได้อย่างอิสระ
พวกอัศวินจากโบสถ์เคยถามผม ว่าทำแบบนี้ไปแล้วจะได้อะไร
ผมบอกเลยว่าได้แน่ๆ คนเราเรียนจบไปแล้วก็ต้องทำงาน พอทำงานแล้วก็ต้องมีเงิน
และต้องมีสักวันที่เขาเหล่านั้นจะหันกลับมามองสถานที่ที่มอบความรู้ให้
มันไม่ใช่ทุกคนที่จะเป็นแบบนั้น แต่ในร้อยคนจะต้องมีสักคน
ที่อยากจะช่วยคํ้าจุนโรงเรียนแห่งนี้ให้อยู่รอดต่อไป
หลังจากที่สัมภาษณ์คนจำนวนเกือบร้อยที่มาขอรับทุน ก็มีเพียง 17
คนเท่านั้นที่ผมเลือก มีทั้งเด็กทั้งผู้ใหญ่ มีทั้งคนและครึ่งสัตว์
ในนี้กว่าครึ่งไม่มีที่ให้กลับ อย่างโสเภณีเด็ก
ถ้ากลับไปก็ต้องไปขายตัวอีก เธอเลยอยากจะอยู่ที่นี้เพื่อ
เรียนหนังสืออย่างเดียว ผมเลยให้พวกนี้สามารถเข้าพักที่หอพักได้เลย
พร้อมกับให้พวกนักบวชอธิบายกฎการอยู่ที่หอพักให้ฟังด้วย
ถ้ารวมทั้งหมดที่มีในตอนนี้ ก็มีนักเรียนแล้ว 33 คน
เยอะเหมือนกันนะ สำหรับก้าวแรก
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น