ตอนที่ 110 ยากยิ่งกว่าชนะ
ตอนที่ 110 ยากยิ่งกว่าชนะ
พวกคุณเคยพบเจอประสบการณ์ลางสังหรณ์บ้างไหม เช่น เชือกรองเท้าขาด
อีการุมล้อม แมวดำตัดหน้า
ตอนนี้ตัวผมกำลังประสบกับสิ่งนั้นเต็มๆ เลยล่ะ
แต่ไม่ใช่อะไรที่มาในรูปแบบความเชื่อหรอกนะ
แต่เป็นอะไรที่เป็นวิทยาศาสตร์มากเลยล่ะ
เพราะผมมองเห็นบรรยากาศภายในกองทัพที่กำลังเปลี่ยนไป
จากทั้งภาษากายและอารมณ์ที่แฝงไว้ในแววตา เอนันโด้คงหมดความอดทนแล้วเหมือนกัน
เขาเลยเลิกพูด และดำเนินการแบบเงียบๆ ด้วยการแยกเอาคนที่เห็นต่างมาอยู่กับเขา
ถึงจะไม่สามารถเข้ามาใกล้ผมได้ เพราะตรงกลางที่ผมอยู่เป็นกองกำลังหลักของเรเดีย
แต่เขาก็จัดแถวให้พร้อมบุกเข้ามาชิงตัวได้ตลอดเวลา
เขาคงรู้ทางเดียวที่จะกลับออกไปได้ คือการที่ช่วยผมให้ปลอดภัยและส่งตัวคืนทันที
ส่วนด้านหลัง ผมเห็นมีการเคลื่อนไหวของพวกทาฮากริม ทั้งๆ
ที่ผมเตือนไปแล้วว่าให้หลบอยู่เงียบๆ แต่ยังฝืนออกมาเคลื่อนไหว
ก็แปลว่าเธอคิดจะลงมือเหมือนกัน เท่านี้กองกำลังของเรเดียก็ถูกฉีกออกเป็นชิ้นๆ
แล้ว เพราะทุกคนต่างคิดกันไปคนละทางกันหมด
และเรเดียเองก็ไม่มีคุณสมบัติที่จะเป็นผู้นำที่ดีด้วย
เพราะไม่ได้สังเกตเห็นในเรื่องพวกนี้เลย
แต่นั้นยังไม่เท่ากับปฏิกิริยาทางเคมีที่เกิดขึ้นกับร่างกายผม
เพราะตอนนี้ขนผมลุกชัน แถมเสียวสันหลังแบบหนาวสั่น
ประสาทสัมผัสตื่นตัวยิ่งกว่าตอนสู้ซะอีก แบบนี้ถึงไม่อยากจะคิด
แต่มันกำลังจะเกิดเรื่องอะไรขึ้นแน่นอน แถมเป็นเรื่องไม่ดีเอามากๆ ด้วย
และเรื่องไม่ดีที่ว่าก็เกิดขึ้นจริงๆ ทันทีที่เรเดียสั่งเคลื่อนพล
ทัพก็ถูกหยุดไว้ด้วยคนเพียงคนเดียว ถึงจะอยู่
ห่างและอีกฝ่ายใส่ผ้าคลุมอยู่ แต่ผมรู้ทันทีว่าเป็นมุเอมะ
เพราะผมจำสัมผัสแรงกดดันจากเธอได้ดี ซึ่งแย่สุดๆ
เพราะเธอจะปล่อยแรงกดดันออกมาเฉพาะตอนที่โกรธจัดเท่านั้น
ไม่ใช่แค่นั้น ตอนนี้สกิลเรดาร์ยังแจ้งเตือน การปรากฏตัวของมอนสเตอร์ในระยะใกล้ด้วย
พื้นที่ค่ายตอนนี้ได้มีกองทัพมอนสเตอร์เกิดขึ้นมา ซึ่งเป็นภาพที่ผมเคยเห็นมาแล้ว
เหมือนตอนที่อยู่ชั้น 8 เลย และก็เดาไม่ผิดจริงๆ เมื่ออานูบิสปรากฎตัวออกมาปิดท้าย
พวกเอนันโด้กับทาฮากริมก็ลงมือไปก่อนหน้านั้นแล้วด้วย สภาพตอนนี้ยุ่งเหยิงมาก
ไม่แปลกที่เรเดียกับคนอื่นๆ จะแตกตื่นจนทำอะไรไม่ถูก
เป็นผมเจอแบบนี้ก็คงยกมือยอมแพ้เหมือนกัน และพอจนตรอกก็คิดจะใช้
ผมเป็นโล่ขึ้นมา แต่อย่างที่คิดไว้เลย
เรโมริก้าซ่อนตัวอยู่ในเงาผมจริงๆ ด้วย
เรโมริก้าปรากฏตัวออกมาพร้อมกับฉากสังหารโหดสุดอลังการ…ที่บอกไปว่าเลิกแค้นแล้ว
โกหกสินะ
แล้วทุกอย่างก็จบลงในเวลาไม่ถึงสิบนาที
โชคดีที่พวกนักผจญภัยตั้งสติและอ่านสถานการณ์ได้ก่อน เลยรีบทิ้งอาวุธแล้วยอมแพ้
เลยไม่ต้องโดนฆ่าอย่างทารุณ แต่กองกำลังของเรเดียที่ต่อต้านจนถึงที่สุดเนี่ยสิ
กลายสภาพเป็นศพไม่สมประกอบไปหมด
แต่ถึงจะกวาดล้างกองกำลังของศัตรูไปหมดแล้ว
ทว่ามุเอมะกับเรโมริก้ายังเหมือนอารมณ์ค้าง เลยจะหันไปเล่นงานพวกที่ยอมแพ้ด้วย
ผมจึงต้องรีบแก้มัดตัวเอง อ้อ จริงๆ ผมแก้มัดให้ตัวเองตอนไหนก็ได้
แค่ใช้สกิลพ่อบ้านตัดเชือกเอา ต่อให้เป็นโซ่เหล็กหรือกุญแจมือก็ตัดได้เหมือนกัน
ดีที่ทั้งคู่เป็นลูกน้องที่แสนภักดีกับผม แค่ตะโกนห้ามคำเดียว
พวกเธอก็หยุดราวกับกดสวิทซ์สั่งได้ ส่วนผมนะเหรอ…ถึงกับต้องกุมขมับ
จะแถ่อย่างไงดีล่ะเนี่ย ยังดีที่ไม่มีพวกฟรานอยู่ด้วย
ไม่งั้นคงรอดตัวลำบาก เพราะพวกเธอเริ่มจับโกหกผมได้แล้ว
แต่ตอนนี้ต้องรีบตรวจดูความเสียหายก่อน
“อานูบิส พวกที่โดนฆ่าไปนี้จะไปโผล่ที่ชั้นหนึ่งไหม”
“อืม ถ้าเป็นพวกที่โดนข้ากับลูกน้อง
รวมถึงคุณผู้หญิงสองคนนี้จัดการไปล่ะก็นะ”
ค่อยยังชั่ว มุเอมะกับเรโมริก้าถูกนับเป็นมอนสเตอร์ด้วย
หรือว่าเพราะเป็นเผ่าปีศาจ?
แต่อย่างไงก็ตามพวกที่ตายไป ก็มีแค่พวกที่โดนกลุ่มของเอนันโด้กับทาฮากริมจัดการไป
ซึ่งมีไม่กี่
คน เพราะพวกนั้นยั้งมือไว้ เอาแค่จับเป็น ความสูญเสียเลยน้อย
แค่นี้น่าจะควบคุมได้อยู่ แต่ปัญหาคือจะสร้างเรื่องอย่างไงอธิบายกับพายานนับร้อยๆ
ชีวิตนี้ดี
ของเรโมริก้านี้ยังดี บอกไปได้ตรงๆ เลยว่าเก็บมาได้จากร้านประมูล
ส่วนมุเอมะใส่ผ้าคลุมอยู่ แถมไม่ได้ใช้อาวุธหรือใช้สกิลที่เป็นการเปิดเผยตัวด้วย
จะว่าไปเธอใช้แค่กำลังเพรียวๆ ไล่บี้คนอย่างกะบี้แมลงเลยแฮะ
น่าจะอ้างไปได้ว่าเป็นนักผจญภัยจากเมืองอื่น
แต่ตัวปัญหาที่สุดก็คืออานูบิส ก็ภาพลักษณ์พี่แกโดดเด่นซะแบบนี้
แถมชี้ตายคนเป็นว่าเล่น พลังระดับนี้มีแต่บอสเท่านั้นแหละที่ทำได้
ถึงจะเป็นพันธมิตรกันแล้ว แต่ปกป้องกันดีเกินไปหรือเปล่าเนี่ย
“ท่านก็คือท่านผู้บัญชาการนี้เอง เป็นเกียรติที่ได้พบ”
เจ้าตัวกลับไม่สนใจความกลัดกลุ้มของผม
กลับหันไปทักมุเอมะอย่างเบิกบาน
“ข้าก็ได้ยินเรื่องของท่านมาแล้ว
ยินดีที่ได้พันธมิตรผู้มากความสามารถเช่นท่านมา
ถ้ามีอะไรจะให้เผ่าปีศาจของเราช่วยเหลือ ก็บอกมาอย่าได้เกรงใจไป”
“เช่นกันๆ”
สองคนนี้สนิทกันเร็วดีแท้
แต่ถ้าจะให้ดีช่วยทางนี้คิดหาทางออกด้วยซิเฟ้ย!
“คุณเรโมริก้า ใช้การสะกดจิตแล้วลบความทรงจำได้ไหมครับ”
ผมหันไปถามหาที่พึ่งสุดท้าย ซึ่งเรโมริก้าก็ยิ้มตอบผมมา
“ได้สิ แต่ว่า…Mind control ของฉันน่ะเป็นแบบส่งผลถาวร
ถ้าโดนไปแล้วก็จะต้องตกเป็นทาสของฉันไปชั่วชีวิตเลยนะ”
“ช่วยลืมที่ขอไปตะกี้ด้วยครับ!”
“ให้ข้าช่วยทำให้พวกเป็นศพหรือซอมบี้เฝ้าดันเจี้ยนเลยไหม”
“ยิ่งจะสร้างปัญหาน่ะสิ!”
วิธีของอานูบิสมันฆ่าหมกศพชัดๆ ถ้าลองนักผจญภัยหายตัวไปกันเยอะๆ
ทางกิลไม่อยู่เฉยแน่ แถมยังมีพวกที่กลับไปคืนชีพที่ชั้น 1 อีก
“ท่านโรมะคะ ที่ปราสาทจอมมารมีหน่วยพิเศษที่ใช้ลบความทรงจำได้อยู่ค่ะ”
“มีด้วยเหรอ! แต่จะขนไปหมดนี้คงไม่ได้หรอก”
มีกันตั้งหลายร้อย มันอันตรายในหลายๆ ทางเลย ผมกุมหัวใช้ความคิด
ก่อนจะคิดเรื่องที่จะแถออก
เรื่องแต่งของก็คือ ใช้พลังของเรโมริก้าให้เป็นประโยชน์ ด้วยการใช้
Mind control ของเธอไปควบคุมมอนสเตอร์มาเป็นลูกน้อง เพราะความสามารถของเรโมริก้าไม่ได้เป็นความลับอะไรอยู่แล้ว
เลยทำให้คนเชื่อได้ง่ายกว่า แถมเธอเองก็เลเวลสูง การจะลงไปชั้นที่ลึกๆ
แล้วไปควบคุมระดับบอสมาได้ ก็ไม่ใช่เรื่องที่จะเป็นไปไม่ได้
การแถประสบความสำเร็จ ไม่มีนักผจญภัยคนไหนตั้งคำถามแปลกๆ ขึ้นมา
อาจกำลังอยู่ในภวังค์เพราะความตกใจกลัวอยู่ สมองเลยยังทำงานได้ไม่ดีนัก
แต่ครั้งนี้เกิดเป็นเรื่องใหญ่ ถ้าไม่ห้ามปรามไว้
คราวหลังอาจจะเกิดเรื่องที่แย่กว่านี้ได้ ผมเลยอมรบทุกคนไปชุดใหญ่
ก่อนจะให้กลับไปที่ของตัวเอง
ไม่ใช่ผมไม่เข้าใจความรู้สึกของทุกคนหรอกนะ โดยเฉพาะมุเอมะน่ะ
ผมยิ่งกว่าเข้าใจอีก เธอคงจับตาดูผมอยู่ตลอด
เพราะงั้นเลยต้องใช้ความอดทนเป็นอย่างสูง ที่โผล่มาคราวนี้คงถึงที่สุดแล้วจริงๆ
ส่วนอานูบิสตัดสินใจได้ยอดเยี่ยม
เขาคงเห็นว่าสถานการณ์เริ่มเข้าสู่จุดเลวร้ายที่สุด จึงเลือกออกมาช่วยในจังหวะนั้น
แต่สงสัยจะลืมไปว่าผมเป็นจอมมาร เกิดถึงจุดวิกฤตขึ้นมาจริงๆ
ผมก็คิดจะใช้พลังจัดการปัญหาอยู่เหมือนกัน
เรโมริก้าเองก็ทำตามที่รับปากไว้
คือให้ผมทำตามที่ต้องการจนถึงที่สุด แต่ถ้ามันถึงจุดที่แตกหักกันโดยสิ้นเชิง
เธอก็จะออกมาลงมือเพื่อปกป้องผมเอาไว้
เพราะฉะนั้นผมเลยไม่ได้โกรธทั้งสามอะไรเลย
เพียงแต่อยากให้ตระหนักถึงสิ่งที่ทำลงไป
คราวหน้าคราวหลังจะได้คิดให้รอบคอบกันมากกว่านี้
เอาล่ะ จัดการปัญหาหลักๆ ไปได้แล้ว ที่เหลือก็แค่…
ผมหันไปมองเรเดียที่ถูกพวกเอนันโด้จับมัดกับเสาไว้แทนผม
แถมยังเหมือนรับกับสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้ เลยหนีเข้าไปในความฝันแล้ว
จะว่าไปที่เอนันโด้ทำ ผมว่าไม่ใช่บุกชิงตัวผมเพียงอย่างเดียวหรอก
แต่ต้องการเข้ามาอยู่ในระยะที่จะปกป้องเรเดียไว้ด้วย และที่รีบจับเธอมัดไว้
เพื่อป้องกันไม่ให้อาละวาด จนโดนพวกผมฆ่านั้นเอง
ส่วนพวกทาฮากริมสามารถกล่อมอัศวินกับนักบวชได้บางส่วน
กับที่จับตัวไว้ส่วนหนึ่ง และพยายามควบคุมไม่ให้พวกนี้ก่อความวุ่นวายขึ้นมาได้อีก
สรุปคือ อำนาจในกองกำลังของโบสถ์ใหญ่ถูกเปลี่ยนมือเรียบร้อยแล้ว
โดยมีเอนันโด้กับทาฮากริมช่วยกันดูแลกันละด้าน
ส่วนพวกนักผจญภัยหลังจากอธิบายทุกอย่างจบแล้ว ผมก็ปล่อยตัวไป
ใครที่จะกลับขึ้นไปผมก็แบ่งเสบียงไปให้ ตอนแรกเอนันโด้รีบมาห้าม
เพราะถ้าผมเอาเสบียงให้นักผจญภัยไป พวกเขาก็จะอดตายแน่
“ไม่ต้องห่วงครับ ทางผมมีเสบียงพอสำหรับทุกคน
แค่รอให้พรรคพวกผมมาถึงเท่านั้น”
เอนันโด้ทำหน้าแบบไม่ค่อยเชื่อ ก็เท่าที่รู้ปาร์ตี้ผมมีกันแค่สิบกว่าคน
จะขนอาหารสำหรับคนเป็นร้อยๆ มาได้อย่างไงกัน
ไม่นับว่าไม่มีความจำเป็นต้องขนมาเยอะขนาดนั้นด้วย
แต่ตอนนี้เขาก็ทำได้เพียงแค่ยอมรับสิ่งที่ผมบอกไปเท่านั้น
ส่วนเรื่องค่าจ้างของพวกนักผจญภัย เอนันโด้บอกว่าจะจ่ายให้ตามสัญญา
แต่เฉพาะแค่ที่ตกลงกันไว้ในตอนแรกเท่านั้น ซึ่งพวกนักผจญภัยก็ไม่มีใครค้านอะไร
และพากันเดินทางกลับออกไปทันที
แต่ผมห่วงพวกโบสถ์ใหญ่ที่โดนจัดการแล้วไปเกิดที่ชั้น 1
กลัวว่าพวกนี้จะสร้างปัญหาอะไรอีกหรือเปล่า แต่ช่างเถอะ
ถ้าพวกนั้นคิดจะกลับลงมาก็ต้องใช้เวลาเป็นวัน ไม่สิ อาจจะถึงสองสามวันเลย เพราะต้องใช้เวลาเตรียมเสบียงด้วย
กว่าจะถึงตอนนั้นพวกผมก็ไม่ได้อยู่ที่นี้แล้ว
พอพวกฟรานมาถึง ทุกคนก็ตกอยู่ในอาการช็อค ด้วยเหตุผลต่างๆ กัน
พวกเอนันโด้ไม่คาดคิดว่าจะโดนกลุ่มเด็กผู้หญิงแถมมีเลเวลตํ่ากว่าถล่มเอาซะเละ
แถมจำนวนก็ตรงตามข้อมูลทีแรกที่มีกันแค่สิบกว่าคน ส่วนทาฮากริมถึงจะเคยได้ยินข่าวลือมาบ้าง
แต่พอมาเห็นของจริงก็อดทึ่งไปกับความงามของพวกเธอไม่ได้
แต่ผิวพรรณก็ต่างกับคนปกติโดยสิ้นเชิงแล้ว ผิวของทุกคนมีนํ้ามีนวล
ดูนุ่มนิ่มน่าสัมผัส และทั้งๆ ที่อยู่ในดันเจี้ยนมาเป็นเวลานาน
แต่พวกเธอยังดูสะอาดตั้งแต่ผมจนถึงเสื้อผ้า ไม่มีรอยเปื้อนให้เห็นเลย
ผมอธิบายเรื่องราวให้ฟัง
โดยตัดสรุปไปว่าเพราะเป็นฝีมือของเรโมริก้า พวกฟรานยอมรับได้ง่ายๆ โดยไม่ติดใจอะไร
ไม่สิ ที่ติดใจน่ะคือสิ่งที่พวกเรเดียทำไว้กับผมมากกว่า
พวกเธอเลยหันไปจ้องพวกโบสถ์ใหญ่ที่เหลืออย่างไม่เป็นมิตรทันที
แต่ผมก็ดึงความสนใจของทุกคนไว้ก่อน
เพราะอยากตกลงกับฝ่ายเอนันโด้ให้เสร็จๆ ไป โดยที่เรื่องของเรเดีย
เอนันโด้ขอให้อย่าแตะต้องเธอ ซึ่งผมก็เห็นสมควรด้วย
ลองคนระดับสูงของโบสถ์ใหญ่โดนเล่นงานไป
เดี๋ยวก็ได้มีคนที่เก่งกว่าพวกนี้โผล่ออกมาอีก
ทว่าจะให้ปล่อยไปเฉยๆ ก็ไม่ได้ ผมเลยขอดัดนิสัยเธอก่อน
“ไง ตั้งสติได้แล้วยัง”
ผมเข้ามาหาเรเดียในที่พักที่จัดให้
โดยที่ไม่มีการพันธนาการอะไรเธอไว้ เพราะเธอไม่มีกระจิตกระใจ
จะต่อต้านแล้ว แต่จากแววตาที่โกรธแค้นที่จ้องมาทางผม
ก็ทำให้รู้ว่าเธอมีสติกลับมาพูดคุยกันได้แล้ว
“แกมันเป็นปีศาจจริงๆ ด้วย”
“จะเป็นอะไรก็ไม่เกี่ยว ตอนนี้เธอเข้าใจสถานะของตัวเองไหมเนี่ย”
พอเจอถามไปเรเดียก็เริ่มกรอกสายตาไปมา ดูเธอจะเครียดเอามากๆ
จนเหมือนทำท่าอยากจะอาเจียนออกมา ไม่เครียดก็แปลกล่ะ
เพราะเธอเป็นฝ่ายแพ้แถมยังโดนจับเป็นเฉลยอีก จะโดนทำอะไรบ้างก็ไม่รู้
“ข้อเสนอของผมยังอยู่นะ”
“ข้อเสนอ!?”
“ผมขอความบริสุทธิ์ของเธอแลกกับการปล่อยตัวทุกคนไป”
“แกบังอาจ!”
เรเดียลุกขึ้นทำท่าจะด่าว่าผม แต่นึกถึงสถานะตัวเองขึ้นมาได้
เลยกลับลงมานั่งลงและหุบปากเอาไว้
เธอเริ่มคิดหนัก ดูจากรูปการแล้ว ถ้าไม่ยอมตกลงกับผม
อย่างไงก็ต้องโดนข่มขืนอยู่ดี แถมยังมีแววว่าจะโดนผมจับไปเป็นทาส
หรืออาจเลวร้ายกว่านั้น เช่นการที่ถูกโยนไปให้พวกผู้ชายรุมโทรม
ซึ่งเธอคิดว่าปีศาจร้ายอย่างนี้ ต้องไม่ลังเลที่จะทำแบบนั้นแน่
พอกลับมาคิดถึงข้อเสนอ มันดูดีกว่ากันเยอะ
ยอมเพียงครั้งเดียวแล้วก็จะได้อิสระคืนมา
แต่ไม่นับเรื่องที่เป็นครั้งแรกกับคนที่เธอเกลียดแล้ว ยังจะผิดกฎของโบสถ์ใหญ่ด้วย
ถ้าเรื่องนี้รู้ถึงหูคนอื่น เธอจะโดนลงโทษและขับออกจากโบสถ์ใหญ่แน่
เรเดียคิดกลับไปกลับมา ชั่งนํ้าหนักของทั้งสองกรณีอย่างรอบคอบ
แต่เธอก็คิดขึ้นได้ ว่างานนี้ไม่ว่าอย่างไง เธอก็คงโดนลดขั้นแน่นอน
หลังจากนำกองกำลังมาโดนสังหารหมู่ อาจถึงขั้นโดนขับออกจากโบสถ์ใหญ่เหมือนกัน
เพราะงั้นผลลัพธ์ไม่ต่างกัน ไม่สิ ถ้าปิดปากปีศาจนี้ได้ ก็จะไม่มีใครรู้ เผลอๆ
น่าจะเป็นข้อเสนอที่ดีกว่าด้วยซํ้า…ไม่!
ถ้าต้องเสียตัวให้กับเจ้านี้ ฉันยอมตายดีกว่า
แววตาของเรเดียบ่งบอกสิ่งที่คิดไว้ออกมาอย่างชัดเจน
ใช่ ฉันยังมีไพ่ตายอยู่
สกิลที่มีความรุนแรงขนาดฆ่ามอนสเตอร์ในชั้นนี้ได้ในทีเดียว
แถมยังมีรัศมีกว้างอย่างไงก็หลบไม่พ้นแน่ แล้วพวกมันก็มารวมกันที่นี้หมดแล้ว
ด้วยสกิล Tree of life ฉันต้องรอดออกไปได้แน่
“ฉันขอปฏิเสธ! และฉันจะฆ่าพวกแกทุกคนที่นี้!”
เรเดียปฏิเสธ และลุกขึ้นกระโดดถอยไปจนสุดพร้อมกับร่ายเวทขึ้นมา
ดูเหมือนจะเป็นสกิลเวทใหญ่ที่ต้องเสียเวลาในการร่ายเหมือนกัน แต่ไม่ได้ผลหรอก
เรเดียเองก็รู้สึกถึงความผิดปกติแล้ว เลยทำหน้าประหลาดใจออกมา
เพราะสกิลของเธอมันไม่ทำงานไงล่ะ
ก่อนเข้ามาผมก็ใช้ Fall of troll ใส่เธอไปแล้ว
เพราะงั้นสกิลเธอถึงติดคลูดาวน์อยู่ แถมมาน่าก็ลดลงจนไม่พอใช้สกิลใหญ่ได้แล้ว
ผมไม่รู้หรอกว่าสกิลไม้ตายเธอจะเป็นแบบไหน
แต่คำนวณไว้จากการที่ใช้วิธีเทรนในการเก็บเลเวล
มันน่าจะเป็นเวทหมู่ที่มีความรุนแรงมาก เลยไม่อยากจะเสี่ยงด้วย
ผมกวักมือเรียกเรเดียที่กำลังยืนช็อครอบสองให้กลับมานั่งที่
ตอนนี้เธอทำตามอย่างว่าง่ายทันที หลังจากไพ่ตายใบสุดท้ายโดนฉกไปจากมือเอาดื้อๆ
“ตะกี้ผมได้ยินไม่ชัด ขอฟังคำตอบของเธออีกทีได้ไหม”
“…ไม่! ถ้าต้องยอมแก ก็ช่วยฆ่าฉันทีเถอะ!”
จะว่าหัวรั้นหรือถือทิฐิสูงดีล่ะเนี่ย แต่ก็ตามคาดล่ะนะ
“เรื่องข้อเสนอ ผมล้อเล่นน่ะ”
“ล้อเล่น…น นี้แกเอาเรื่องแบบนี้มาล้อเล่นเนี่ยนะ!”
เรเดียยิ่งโมโหหนักกว่าเดิม แต่ผมก็ยิ้มแห้งๆ
“อย่าโกรธสิ เทียบกับที่เธอทำไว้กับผมแล้ว
แกล้งแค่นี้ถือว่าเล็กน้อยมากเลยนะ”
“แล้วไงจะเอาอย่างไงกับฉัน!”
“นั้นสิ”
ผมมองไปรอบๆ กระโจม ซึ่งข้าวของของเรเดียถูกนำมาไว้ที่นี้ทั้งหมด
และผมก็หันไปเห็นกระดานหมากแบบเดียวกับที่เคยเล่นกับอาเดไลท์ เลยนึกอะไรขึ้นมาได้
ผมถามขึ้นขณะชี้ไปที่กระดานหมาก
“เธอเล่นเกมหมากเก่งไหม”
“…ฉันหัดเล่นตั้งแต่ 7 ขวบ และไม่เคยแพ้ใคร”
“เห เก่งมากเลยสินะ งั้นเรามาแข่งเกมหมากกัน ตัดสินในเกมเดียว
คนชนะกินหมด”
คำว่ากินหมดของผม ทำให้เรเดียสะดุ้งขึ้นมา
เพราะนั้นหมายถึงเธอต้องเป็นของผมไปตลอดกาล แต่ในทางกลับกัน
ถ้าเธอชนะเธอก็จะได้ตามที่เธอต้องการ อย่างเช่นเอาผมกับพวกสาวๆ
ไปใช้งานได้ตามใจชอบ
“แล้วอย่ามาเสียใจล่ะกัน”
เรเดียยิ้มออกมาอย่างมั่นใจ
และเป็นฝ่ายเดินไปหยิบเกมกระดานมาเองเลย คงกลัวผมจะเปลี่ยนใจล่ะมั่ง
แน่ล่ะนี้เป็นของถนัดของเธอ อย่างไงก็ไม่ยอมพลาดโอกาสแบบนี้อยู่แล้ว
จริงๆ แล้วผมก็ไม่มีความมั่นใจว่าจะชนะหรอก
เพราะฝีมืออีกฝ่ายเป็นอย่างไงก็ไม่รู้ เอาไว้ถ้าเห็นว่าไม่ไหว ค่อยเรียกให้พวกสาวๆ
มาช่วย เพราะไม่ได้ห้ามไว้นี้ว่าใช้หลายคนช่วยกันคิดได้ ไม่ไหวแฮะ
คนในโลกนี้จะใสซื่อกันเกินไปแล้ว เอ๋ หรือเป็นผมที่เหลี่ยมจัดเกินไปกันแน่นะ
พอเริ่มเล่นไปได้ประมาณห้านาที ผมก็อ่านทางหมากของเรเดียออก
เธอเก่งจริงๆ สมกับที่คุยไว้ แต่ยังไม่เท่ากับอาเดไลท์
เธอยังขาดความรัดกุมในหมากที่สอง*
*พวกที่เล่นหมากรุกเก่งๆ มักจะคำนวณตาเดินล่วงหน้าไว้ 2-3 ตา
แถมยังชอบเป็นฝ่ายรุกไล่ เลยยิ่งทำให้ทางนี้วางกับดักได้ง่ายขึ้น
กว่าจะรู้ตัว เรเดียก็ถูกผมกดดันจนแทบหมดตาเดิน
“ป เป็นไปได้ไง!”
เรเดียไม่อยากจะเชื่อว่าตัวเองกำลังจะแพ้ ทั้งๆ
ที่ตอนแรกเธอได้เปรียบจนแทบจะเป็นการเล่นงานอยู่ฝ่ายเดียว
แต่ตอนนี้ผมใช้ตัวหมากที่น้อยกว่าเธอกว่าเท่าตัว ปิดตาเดินสำคัญเอาไว้หมด
ซํ้ายังรุกเข้าไปจุดตายที่ใช้ชี้ซะตาของเกมนี้ได้
เรเดียพยายามฝืนสู้ แต่ยิ่งฝืนเธอก็ยิ่งสูญเสีย
“เกมหมากมันสอนอะไรได้เยอะนะ อย่างตอนเนี่ย
เธอกำลังถูกกดดันให้เสียเปรียบอยู่ ถ้ายิ่งฝืนก็มีแต่จะยิ่งเจ็บตัว
ถอยได้ก็ถอยเถอะ”
เรเดียมองผมแบบไม่ชอบใจที่ถูกสอน แต่เธอก็เข้าใจมันได้
เลยยอมลดทิฐิตัวเองลง และเดินถอยไปตั้งรับแทน แต่ถึงอย่างนั้น
เธอก็ยังโดนผมกุมจุดตายเอาไว้ พอเข้าสู่ช่วงท้าย เธอรู้แล้วว่าหมดทางรอดแน่ๆ
ตาต่อไปผมสามารถเดินหมากเพื่อปิดเกมได้แล้ว
“…แย่แล้ว”
เรเดียเผลอหลุดปากออกมา เธอรู้ตัวว่าซะตาตัวเองได้ถูกตัดสินไปแล้ว
เหงื่อเธอไหลออกมาไม่หยุด หน้าซีดจนเป็นสีขาว เธอกำลังกลัวและวิตกจนทนไม่ไหว
ต้องลุกหนีไปอาเจียน นี้เป็นครั้งแรกในชีวิตที่เธอรู้สึกแย่ขนาดนี้
ผมยังไม่รีบร้อน ปล่อยให้เธอได้มีเวลาตั้งตัว
และเรเดียเองก็มีสปิริตพอตัว เมื่อตั้งสติได้เธอก็กลับมานั่งที่
ถึงสีหน้าจะยังไม่ดีขึ้นก็ตาม
ขณะที่ผมยื่นมือไปจับที่ตัวหมาก ตัวของเธอก็สั่นกระตุกขึ้นมา
เธอแทบจะหยุดหายใจไปแล้ว ผมขยับตัวหมากขึ้นเพื่อจบเกม
“กลัวอยู่ใช่ไหม จำความรู้สึกนี้เอาไว้ให้ดีนะ
แล้วก็อย่าลืมว่าคนอื่นเขาก็มีความรู้สึกเหมือนกัน”
เมื่อพูดจบ ตัวหมากของผมก็ถูกวางลง แต่ไม่ใช่ในตำแหน่งที่ใช้เปิดเกมเพื่อเอาชนะ
ผมเดินหมากไปยังพื้นที่ว่าง ซึ่งเป็นจุดตัน ทำให้ทั้งกระดานไม่มีตาเดินอีกต่อไป
ตามกฎแล้ว ผลคือออกมาเสมอกัน
เรเดียมองหน้าผมแบบไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเอง
และมันยากที่จะเชื่อได้ว่าผมเดินพลาด
“เสมอแบบนี้ พวกเราก็ไม่ได้ตามที่หวังทั้งคู่นะ เธอก็ไม่ต้องเป็นของผม
ผมก็ไม่ต้องเป็นของเธอ เอาล่ะ ไปได้แล้ว ส่วนลูกน้องของเธอส่วนใหญ่ยังไม่
ตายหรอก แต่กลับไปโผล่ที่ชั้น 1 ถ้ารีบไปตอนนี้
ยังติดขบวนของนักผจญภัยออกไปได้นะ”
“ท ทำไม นี้คิดจะดูถูกฉันไปถึงเมื่อไร!”
“เปล่า ไม่ได้ดูถูก ผมแค่แสดงให้เห็น
ว่าในโลกนี้ไม่ใช่มีแค่การเอาชนะหรือการเป็นผู้แพ้ การมุ่งแต่เอาชนะให้เหนือกว่า
บางครั้งมันสร้างผลลัพธ์ที่แย่ให้กับตัวเองได้เหมือนกัน…เธอน่ะคิดว่าตัวเองอยู่เหนือกว่าคนอื่นสินะ
แต่จะบอกให้นะ ยิ่งเธออยู่สูงเท่าไร เธอจะยิ่งโดดเดียวและหนทางจะยิ่งยากลำบาก
และข้างบนนั้นนะ บอกได้เลยว่าไม่มีอะไรหรอกนอกจากทางที่สูงและชันยิ่งขึ้นไปอีก
จากนี้ไปก็ตัดสินใจเองล่ะกัน ว่าจะทิ้งสิ่งสำคัญไว้ข้างล่าง
เพื่อขึ้นไปข้างบนที่ไม่มีอะไรอยู่เลยหรือเปล่า”
ผมว่าเรเดียเข้าใจที่ผมพูดนะ เพราะเธอกำลังร้องไห้ออกมา
คนแบบเธอผมเคยเจอมาแล้ว ก็แบบ
พวกนักกีฬาเก่งๆ ที่คิดว่าตัวเองแพ้ไม่ได้ ต้องชนะไปเรื่อยๆ
และสุดท้ายก็ฝืนตัวเอง จนเล่นไม่เข้ากับทีม สุดท้ายต้องโดดเดียว
หรือพวกที่มุ่งเอาแต่เรียนเพื่อให้ได้ที่หนึ่ง โดยไม่สนใจใครเลย
ก็จะต้องแลกอนาคตมาด้วยความสุขของชีวิตวัยเรียนไปจนหมด ชีวิตมันคือความสมดุล
ผมคิดว่างั้นนะ
“ไม่! ฉันไม่ยอมติดหนี้คนอย่างแก!”
แต่ถึงจะเข้าใจ ทิฐิของเรเดียเองก็ใช่จะหายไปได้ง่ายๆ
เธอเลยยอมถอดเสื้อผ้าตัวเองออก
“ฉันรับขอเสนอของแก! อยากทำอะไรก็ทำเลย
อย่างไงฉันก็ไม่ยอมติดหนี้เด็ดขาด”
หัวรั้นแบบสุดๆ เลยแฮะ รูปร่างของเธอก็ไม่เลวนะ เอวได้รูปด้วย
แต่สัญญากับเอนันโด้ไว้ด้วย ว่าจะไม่แตะต้องเธอ เสียดายนิดๆ แฮะ
“เอางั้นก็ได้ ถ้าเธอคิดว่าติดหนี้ผมล่ะก็”
ผมเดินเข้าไปหา พร้อมกับหยิบเอาไอเท็มชิ้นหนึ่งออกมา
เป็นของที่ได้จากตอนทำฟาร์มที่ชั้น 9 ตอนแรกคิดว่าจะเอาไปขาย
ไม่คิดว่าจะได้เอามาใช้ประโยชน์ในเวลาแบบนี้
“ก็คงใส่เจ้านี้ซะ”
แล้วผมก็ผูกแทบผ้าสีขาวเป็นริบบิ้นที่รอบคอของเธอ
“น นี้มัน!”
“เธอน่ะชอบทรมานคนอื่นใช่ไหม แต่แค่การลงมือทำร้ายร่างกายนะ
ไม่เรียกว่าการทรมานหรอก เพราะงั้นฉันจะสอนให้เอง ว่าการทรมานของจริงมันเป็นอย่างไง”
พอได้ฟังหน้าของเรเดียก็กลับมาซีดอีกแล้ว
เธอเองก็คงกลัวการทรมานเหมือนกัน เพราะรู้ว่ามัน
ต้องเจ็บปวดมาก ทว่าการทรมานของผมน่ะ ไม่ต้องเจ็บปวดเลยสักนิด
“ที่ใส่ให้กับเธอน่ะ เรียกว่าแทบผ้าหวนคำนึง
เธอจะไม่สามารถถอดมันออกได้เอง แถมยังทำให้เธอคิดถึงแต่ผู้ที่เป็นคนใส่ให้
และถ้าคิดร้ายขึ้นมาเมื่อไร แทบผ้าก็จะรัดคอเธอ แต่ไม่ถึงตายหรอกสบายใจได้”
“ว่าไงนะ! อั่ก!”
ยังไม่ทันไรก็โดนแทบผ้ารัดคอซะแล้ว นี้คงคิดจะทำร้ายผมหรือไงนะ
เรเดียทรมานกับการขาดอากาศหายใจอยู่พักหนึ่ง แทบผ้าก็คายตัวลง
ดูเหมือนระยะเวลาในการรัดจะขึ้นอยู่กับความอึดของแต่ละคนด้วย
การที่หลับตาลงแล้วเห็นหน้าคนที่ตัวเองเกลียด
พอจะคิดร้ายใส่ก็จะโดนทำโทษ แบบนี้ล่ะถึงจะ
เรียกว่าการทรมาน
เพราะมันคือการบีบคั้นทั้งทางจิตใจและร่างกายไปในเวลาเดียวกัน
“ถอดมันออกทีเถอะ!”
“ถอดให้แน่ ถ้าเธอทำตัวดีๆ ล่ะก็นะ เอาสักครึ่งปีเป็นไง
ถ้าระหว่างครึ่งปีเธอไม่ก่อเรื่องอะไร ผมจะถอดให้”
“ค ครึ่งปี!”
เรเดียถึงกับแทบเป็นลม
“ก็บอกแล้วไง นี้คือการทรมาน”
ผมฉีกยิ้มขึ้น และหยิบเสื้อผ้าขึ้นมาให้เธอ
เพราะตอนนี้เธอยังแก้ผ้าอยู่เลย คงช็อคอยู่เลยลืมเรื่องนี้ไป
ถึงจะไม่อยากยอมรับ แต่เรเดียก็พาลูกน้องกลับออกไปทั้งๆ แบบนี้
ผมได้แต่หวังว่าเวลาครึ่งปี คงมากพอจะดันสันดาลและลดความเป็นศัตรูของเธอลงได้
แต่ถ้าไม่ ผมคงต้องผิดสัญญากับเอนันโด้แล้วใช้ไม้แข็งกับเธอแล้ว
ส่วนกับเอนันโด้ เขาเลือกจะตามเรเดียกลับไป
ถึงงานนี้อาจจะถูกคาดโทษกันก็เถอะ
ความซื่อสัตย์กับผู้เป็นนายของเขานี่น่ายกย่องจริงๆ แต่เพราะเอนันโด้ไม่อยู่แล้ว
ข้อตกลงทุกอย่างเลยเป็นอันยกเลิกไป
และเพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจผิด
ผมเลยให้พวกทาฮากริมกลับออกไปพร้อมกับพวกเรเดียด้วย
แล้วหลังจากสองวันค่อยไปหาผมที่คฤหาสน์
ซึ่งผมถามเอนันโด้แล้ว เขาบอกว่าพวกทาฮากริมไม่น่าจะโดนลงโทษอะไร
แถมน่าจะได้รับคำชมเชยด้วย เพราะเป็นคนที่ช่วยหยุดยั้งความเสียหายเอาไว้ แต่อาจมีโทษทางวินัยที่ขัดคำสั่ง
ซึ่งไม่ใช่โทษหนักอะไร
ส่วนพวกที่โดนฟรานควบคุมไว้ ผมก็ให้เธอปล่อยตัวไป
แต่ให้ล้างสมองก่อน โดยผนึกความทรงจำเกี่ยวกับพวกผมไว้
ความสามารถจะได้ไม่รั่วไหลไป
ผมฝากให้เนปฟ่ากับชีเอ้ตามกลุ่มโบสถ์ใหญ่ออกไปด้วย
เพราะพอไปถึงชั้น 10 จะได้ไปอธิบายให้พวกโกร่าฟังได้ ส่วนจะกลับกันไปเลยหรือเปล่า
หรือจะรอพวกผมก็ให้ตัดสินใจกันเอง
“แล้วพวกเราจะอยู่เก็บเลเวลที่ชั้นนี้เหรอค่ะนายท่าน”
ฟรานถามผมขึ้นมาเมื่อทุกคนเดินทางไปกันหมดแล้ว
“ไม่หรอก แต่พวกเราจะไปสำรวจชั้น 12 กัน”
“???”
ทุกคนต่างทำหน้าสงสัย เพราะนี้ก็อยู่ชั้น 12 กันอยู่แล้ว
ผมเลยต้องอธิบายให้ฟัง
“นี้น่ะ ไม่ใช่ชั้น 12 หรอก น่าจะเรียกว่าชั้น 11.5 มากกว่า”
“เอ๋!”
ทุกคนต่างส่งเสียงประหลาดใจกันออกมา
ผมเลยอธิบายเพิ่มไป ว่าผมสังเกตเห็นว่าทางลงชั้นนี้มันสั้นกว่าปกติ
แถมทางลงมันอยู่สูงบนเนิน ซึ่งถ้าเอาความสูงนั้นมาหักลบกับทางเดินลงมาแล้ว
ก็ยังน่าจะอยู่ที่ชั้น 11 กันอยู่ ซึ่งในรูปแบบดันเจี้ยน
พื้นที่แบบนี้เรียกว่าชั้นหลอก มันเป็นห้องตันๆ ไม่มีอะไรทางไปต่อ
แต่สร้างไว้ให้งงและสับสน
“ฉะนั้นทางลงจริงๆ น่าจะซ่อนไว้ที่ชั้น 11 แถวๆ ด้านล่างๆ
นั้นแหละ”
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น