ตอนที่ 113 วันที่แสนวุ่นวาย Part 2
ตอนที่ 113 วันที่แสนวุ่นวาย Part 2
ถึงแม้จะรู้ว่าไร้ประโยชน์ แต่ผมพยายามอธิบายเรื่องราวให้ออครูสฟัง
ว่าเรื่องเป็นไปอย่างไงมา
อย่างไง ดุ้นของลูกชายตัวเองถึงได้กระเด็นไปอยู่ในท้องได้
แถมได้ขี้โดยไม่ต้องเบ่งอีกเลย
แต่ผมพลาด ตรงลืมไปว่าเรโมริก้ายังอยู่ในเงาของผม
เธอเลยได้ยินเรื่องทั้งหมด ถึงผมจะไม่ได้พูดลากไปลึก
ถึงว่าพวกห่านั้นทำอะไรกับฟรานและเดเม่บ้าง แต่ระดับสติปัญญาของเรโมริก้า
ต้องคาดเดาส่วนที่เหลือได้อย่างแน่นอน
ซํ้าเรื่องที่ไอ้ตุ๊ดนี้ยํ่ายี่ศักดิ์ศรีของฟราน ก็เกินให้อภัยแล้ว
เรโมริก้าเลยพุ่งขึ้นมาจากเงาของผม
ตรงเข้าหาอีกฝ่ายด้วยจิตสังหารขั้นสูง จนผมเองยังขนลุก แต่อย่างที่บอกไป
การฆ่าคือความเมตตา และผมไม่ใช่คนที่มีเมตตาให้กับคนที่เป็นศัตรู
เลยกระโดดคว้าตัวเรโมริก้าไว้ทันที
“ท่านโรมะ! ปล่อยฉันเถอะ ไอ้พวกเลวพวกนี้ ต้องฆ่ามันให้หมด!”
“ผมเข้าใจ และอยากทำแบบนั้นเหมือนกัน แต่ว่า…”
แล้วผมก็กระซิบข้างหูเธอ โดยบอกสิ่งที่คิดไว้ออกไป
ซึ่งนั้นทำให้เรโมริก้ายอมรับได้ในทันที
ความโกรธของเธอลดระดับลงมาจนสามารถควบคุมได้
แต่พวกออครูสนี้เป็นหมูไม่กลัวนํ้าร้อนเลย ทั้งๆ ที่พึ่งโดนจิตสังหารของเรโมริก้าเข้าไปจนพากันขาสั่นแล้ว
ก็ยังพ่นคำหยาบคายออกมาโดยไม่คิด
“แค่พวกทาสขยะสองตัว มึงไม่มีสิทธิมาทำกับลูกข้าแบบนี้”
คำพูดแบบนี้ ทำให้ความโกรธของผมกับเรโมริก้าพุ่งปรี๊ด
แต่นั้นแหละคือคำที่ผมรออยู่ เพราะผมไม่ซี่ซั้วฆ่าคน อย่างน้อยก็อยากยื่นยันว่าอีกฝ่ายเป็นศัตรูแน่ๆ
และกับพวกที่เห็นลูกตัวเองเป็นพระเจ้า จนถือหางให้ทำผิด แบบนี้มันภัยสังคมชัดๆ
แต่ดีแล้ว เพราะผมจะได้ไม่ต้องรู้สึกผิดเวลาลงมือกับพวกมัน
เงื่อนไขแรกเคลียร์ พวกมันเป็นศัตรู
“เช่นนั้นทางนี้ก็ขอมองว่าพวกแกเป็นสวะขยะคงไม่ว่านะ”
คำพูดของผมทำเอาใบหน้าของออครูส
เต็มไปด้วยเส้นเลือดที่ปูดโปนขึ้นมาด้วยความโกรธ
“เปิดประตูสิโว้ย! ข้าจะยัดปากที่แสนอวดดีของมึงซะ!”
“เปิดแน่ แต่ไหนๆ จะฆ่าล้างกันอยู่แล้ว มาทำให้ถึงที่สุดเลยดีกว่า”
ตอนนี้บนใบหน้าผมปรากฏรอยยิ้มที่สมเป็นจอมมารขึ้นมา
เล่นเอาพวกออครูสผวาไปเลย
จากนั้นผมก็เอียงตัวเล็กน้อย และแบมือไปทางคฤหาสน์
“คิดว่าคฤหาสน์ของผมน่าอยู่ไหมครับ”
“???”
พวกออครูสมีคำถามเต็มใบหน้า ว่าทำไมจู่ๆ ผมถึงเปลี่ยนเรื่อง
แต่ถ้าดูจากสายตา พวกมันทุกคนแสดงความสนใจอยู่แล้ว
แถมมีกำแพงเหมาะแก่การสร้างเป็นฐานกิล เพียงแต่ถึงฆ่าผมไปพวกมันก็ไม่สามารถยึดที่นี้ได้
เพราะผมซื้อมาอย่างถูกต้องจากกรม
จัดการที่ดิน ซึ่งตามกฎหมายถ้าเจ้าของเดิมตายไป
ที่ดินจะกลับไปเป็นสมบัติของเจ้าเมือง คนที่เข้ามายึดครอง
จะถือว่าเป็นผู้บุกรุกทันที
“ผมจะเดิมพันด้วยคฤหาสน์ ที่ดิน รวมถึงทรัพย์สินทุกอย่าง ว่าไงครับ
ไหนๆ จะฆ่ากันแล้ว ไม่สนใจจะเอาอะไรติดมือติดไม้กลับไปด้วยเหรอ”
“ความคิดมึงไม่เลวนี้ แล้วจะเดิมพันกันอย่างไง”
“ก็อย่างที่บอกครับ ไหนๆ จะฆ่ากันอยู่แล้ว ก็ให้ออกมาสู้กันทีละคน
ฝ่ายไหนแพ้ ก็จะต้องเสียสิ่งเดิมพันที่มีค่าของตัวเองไปหนึ่งอย่าง”
“…”
ออครูสสมกับเป็นผู้นำกิลใหญ่ เขาไม่ได้โดดงับเหยื่อของผมทันที
แต่หันไปหาพวกลูกน้อง ซึ่งมีกลุ่มหนึ่งหันมามองทางพวกผม
คงเป็นพวกที่มีสกิลตรวจสอบสินะ ไม่เลวๆ
นอกจากเรโมริก้าที่ทำให้พวกมันสะดุ้งได้แล้ว
ที่เหลือมันแค่มองผ่านๆ ไป ก่อนจะไปกระซิบบอกกับออครูส
“ตกลงตามนั้น พวกข้าจะเล่นด้วยกับมึง ไม่ใช่แค่คฤหาสน์และทรัพย์สิน
แต่ข้าจะกวาดเอาพวกผู้หญิงงของมึงไปด้วย”
“ถ้ามีปัญญาก็เชิญครับ”
ผมเองก็ตรวจสอบเลเวลพวกมันแล้วเหมือนกัน นอกจากออครูสที่มีเลเวล
120 เท่าเรโมริก้าแล้ว ยังมีคนที่มีเลเวลระดับหลักร้อยอีกถึงสี่คน แถม
ตรวจดูสกิลแล้ว ก็เป็นพวกเคี้ยวยากเอาเรื่อง
ล้วนแต่เป็นคนที่ถนัดสู้ตัวต่อตัวซะด้วย เพราะแบบนี้ออครูสถึงได้มั่นใจและยอมตกลง
ถ้าทางผมส่งเรโมริก้าออกไปสู้
มันก็แค่ส่งในสี่คนนั้นออกมาคนหนึ่งเพื่อตัดกำลัง ก่อนที่ออครูสจะออกมาปิดท้าย
แต่พวกมันพลาดเรื่องสำคัญไป เพราะไม่ได้คำนวณเรื่องที่เธอเป็นแวมไพร์
แถมยังเป็นตัวตนระดับตำนาน ที่ขนาดโบสถ์ใหญ่ยังฆ่าเธอไม่ได้
และอย่างที่เรโมริก้าเคยบอกกับผมไว้ ต่อให้ต้องเจอคนที่เลเวลมากกว่า
ในกรณีที่สู้แบบแลกชีวิต อย่างไงเธอก็ชนะ ด้วยพลังความเป็นอมตะของเธอ
และพวกสวะขยะนี้ก็รับเงื่อนไขของผมโดยไม่ได้รู้เรื่องนั้นเลย
เงื่อนไขที่สอง เคลียร์
“แต่จะให้สู้กันตรงนี้ ผมขี้เกียจเก็บศพ
เอาเป็นว่าไปสู้กันที่นั้นดีกว่า”
ผมชี้ไปทางดันเจี้ยนนํ้าตก ซึ่งพวกออครูสคงรู้จักกันดีอยู่แล้ว
“ก็ดีสิ”
แล้วพวกมันก็รับคำท้าของผม และยกขบวนกันไปที่นั้นทันที
“ให้ฉันไปด้วยนะ!”
ทาฮากริมที่ฟังมาตลอด รีบอาสาตัวเอง ผมเคยตรวจสอบเธอไปแล้ว
เลเวลของเธอคือ 70 ซึ่งสูงกว่าดอเรียซะอีก แต่ผมต้องปฏิเสธไป
เพราะไม่อยากให้เธอต้องมาเจอกับอันตราย ที่สำคัญ
เรโมริก้าคิดจะเหมาพวกมันทุกคนอยู่แล้ว
“อาเดไลท์พาทาฮากริมไปนั่งดื่มชารอผมเถอะ”
“เข้าใจแล้ว”
อาเดไลท์พยักหน้ารับและดึงมือทาฮากริมไปแบบไม่ยอมให้ปฏิเสธเลย
แต่พอเมยอาจะเดินตามพวกอาเดไลท์ไปด้วย ผมก็คว้าคอเธอไว้ก่อน
“ส่วนเธอต้องตามผมมา ทางนี้ต้องการคนทำหนังสือสัญญานะ”
“แต่ฉันไม่อยากเห็นฉากสยองขวัญนี้”
“หลับตาไว้ก็ได้”
“เป็นเจ้านายที่ใช้งานได้โหดจริงๆ”
เมยอาถึงจะบ่นแต่ก็เดินตามผมมาด้วย
ส่วนที่เหลือก็แยกย้ายกันไปราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
พอผมตามหลังพวกออครูสไปที่ดันเจี้ยนนํ้าตก
ก็เจอพวกนั้นหยุดแถวในตรงกลางป่า ผมเลยอ้อมไปดูว่าทำไมพวกนั้นถึงหยุด
เพราะดูแล้วไม่ใช่เพราะเปลี่ยนใจมาดักเล่นงานผมแน่
เมื่อได้เห็นด้านหน้า ก็เข้าใจทันทีว่าทำไมพวกออครูสถึงหยุด
เพราะข้างหน้ากำลังมีอีกขบวนตัดผ่านไป เป็นขบวนที่ใหญ่มาก
แถวยาวจนมองไม่เห็นหางแถวเลย
พวกที่มาดูเหมือนมนุษย์แต่ไม่ใช่มนุษย์
เพราะบนหัวมีเขารูปร่างแปลกๆ บางตัวก็มีหางด้วย
“เผ่ามังกร!”
เรโมริก้าทักขึ้นมาด้วยความตกใจ จะว่าไปผมก็คุ้นๆ อยู่นะเจ้าพวกนี้
โดยเฉพาะฝูงเพนกวินใส่สูทที่อยู่กลางแถวเนี่ย คุ้นสุดๆ เลย
แล้วตอนที่หัวแถวผ่านมาตรงหน้าผม แถวก็หยุดลงทันที
ก่อนจะแหวกออกเป็นสองแถว และมีอีกขบวนหนึ่งเดินผ่านมาตรงกลาง
ขบวนนี้เป็นเหมือนขบวนแห่ โดยแบกเกี้ยวขนาดใหญ่เหมือนยกเอาบ้านมาทั้งหลัง
เลยใช้เผ่ามังกรกว่าห้าสิบคนในการแบก
บนเกี้ยวเป็นศาลาแบบสี่เสา ขึงด้วยผ้าแพร
และมีทหารเผ่ามังกรยืนเฝ้าอยู่ทุกทิศ มีทั้งความใหญ่โตและเลิศหรู
และขบวนก็หยุดลงห่างจากผมไปไม่กี่ก้าว เหล่าคนที่แบกมาพากันคุกเข่าลงจนฐานด้านบนตํ่าลงพอจะเดินลงมาได้
คนที่อยู่ด้านในจึงก้าวออกมา
“อ้าว!”
ผมร้องขึ้นแบบประหลาดใจ ถึงจะเอะใจอยู่แล้ว แต่ไม่คิดว่าจะใช่จริงๆ
เพราะคนที่มาก็คือเจ้าหญิงโช ที่วันนี้มาในชุดกิโมโนแบบเต็มยศเลย
“เจ้าหญิงโช ออกมาจากดันเจี้ยนได้อย่างไงครับเนี่ย”
“ทำไมข้าจะออกมาไม่ได้ล่ะ ว่าแต่เจ้านั้นแหละ
ไหนรับปากข้าว่าจะรีบมาหา นี้ปล่อยให้ข้ารอตั้งนาน จนทนไม่ไหวต้องมาเองแบบนี้”
“ขอโทษครับ ผมต้องทำอะไรหลายอย่าง เลยไม่มีเวลาจะไปเยี่ยมท่านได้”
“ช่างเถอะ ตอนนี้เราก็มาแล้ว
ขึ้นมาที่พักของข้าแล้วค่อยแก้ผ้า…ค่อยคุยกัน”
“ฮะๆ เข้าใจวัตถุประสงค์แล้วครับ แต่ว่าช่วยรออีกเดี๋ยวได้ไหมครับ
ผมต้องสะสางปัญหากับเจ้าพวกนี้ก่อน”
ผมชี้ไปทางพวกออครูสที่ยังพากันยืนตะลึง
เพราะไม่เคยเห็นเผ่ามังกรอยู่กันเยอะแบบนี้
“หา? พวกมันมีปัญหาอะไรกับเจ้าเหรอโรมะ”
เจ้าหญิงโชดูจะไม่ค่อยพอใจ ผมเลยต้องอธิบายแบบย่อๆ ให้เธอฟัง
“ฮะๆๆ น่าสนุกดีนี้ เช่นนั้นขอข้าเข้าร่วมด้วยคนสิ”
“ม ไม่ได้! นี้เป็นปัญหาของพวกข้ากับมันเท่านั้น”
ออครูสรีบปฏิเสธทันที เพราะถึงไม่ต้องตรวจสอบดู
ก็รู้ว่าเจ้าหญิงโชมีเลเวลมหาศาลแค่ไหนแต่สีหน้าก็แสดงความตื่นกลัวออกมาแบบสุดๆ
แล้ว
“เลเวลพวกนี้น้อยกว่าเจ้าหญิงโชครับ คงไม่สามารถรับเสนอได้”
ผมแก้ตัวให้แทน ไม่งั้นเกิดพวกมันกลัวจนหนีกันไปซะก่อน
แผนของผมก็พังกันพอดี
“…เช่นนั้นข้าจะต่อให้ เด็กๆ เอาไอ้นั้นมาสิ”
เจ้าหญิงโชหันไปสั่งพวกลูกน้อง
ซึ่งทหารมังกรก็หยิบเอาของที่เธอต้องการออกมาทันที สุดยอดแฮะ
แค่เรียกว่าไอ้นั้นก็รู้เลยเหรอ เป็นผมงงตายเลย
สิ่งที่เจ้าหญิงโชให้เอาออกมา มันคือรัดเกล้าที่คล้ายๆ มงกุฎ
เธอหยิบมันมาส่วมทันที
“ในพวกแกมีคนที่มีสกิลตรวจสอบอยู่สินะ
งั้นจงตรวจสอบไอ้นี้และเลเวลของข้าในตอนนี้ซะ”
ผมเองก็ตรวจสอบด้วยเหมือนกัน ไอเท็มรัดเกล้ามีชื่อว่า
รัดเกล้าสำนึกตน มันส่งผลให้เลเวลของผู้ส่วมใส่ ลดลงเหลือ 1 และถ้าต่อสู้กับใคร
เลเวลผู้ใส่ก็จะถูกปรับขึ้นมา ให้มีเลเวลครึ่งหนึ่งของคู่ต่อสู้ สรุปคือ
ถ้าเจอคนเลเวล 100 เธอก็จะมีเลเวลแค่ 50 แถมสกิลยังโดนล็อคตามระดับเลเวลอีก
“ข้าไม่ใช่แค่จะต่อให้หรอกนะ”
เจ้าหญิงโชบอกพร้อมกับดีดนิ้ว พวกทหารมังกร
ก็แบกหีบสมบัติออกมาเทตรงหน้าให้ทุกคนเห็น เหรียญเงินเหรียญทองกองสูงเป็นภูเขาเลย
ไม่นับไอเท็มหายากอีกนานับชนิด แบบนี้ถึงไม่ต่อให้
พวกนี้ก็โดนความโลภบังตาจนยอมตกลงแน่ ซึ่งก็ตามนั้น พวกออครูสรีบตกลงทันที
พอตกลงกันเสร็จแล้ว ถึงได้เคลื่อนพลไปกันที่ดันเจี้ยนนํ้าตก
แต่ก่อนจะส่งคนออกมาสู้ ต้องบอกสิ่งเดิมพัน
และเซ็นชื่อในสัญญาที่เมยอาทำไว้ซะก่อน ทางผมเองก็ด้วย
แต่เจ้าหญิงโชขอออกไปสู้เป็นแรก เพราะกำลังเบื่อสุดๆ อยู่พอดี
แถมยังเล่นเดิมพันด้วยสมบัติทั้งหมดที่มีเลย ทางออครูสเลยต้องวางเดิมพันด้วยเงินทุนทั้งหมดที่กิลมี
รวมถึงกิจการต่างๆ ด้วย
ถึงจะเทียบไม่ได้แม้แต่เสี้ยวหนึ่งของสมบัติที่เจ้าหญิงโชมี แต่เธอก็ยอมตกลงรับไว้
“เจ้าหญิงโชครับ”
ก่อนจะเริ่มละเลงเลือดกัน ผมเข้ากระซิบบอกกับเธอ
ถึงแผนที่วางเอาไว้
“โห แบบนี้เอง เข้าใจเล่นนะ ก็ได้ ข้าจะทำตามที่เจ้าว่า”
เจ้าหญิงโชยิ้มแบบนึกสนุก พร้อมกับปลดเอาเสื้อตัวนอกออก
พร้อมกับพับแขนเสื้อข้างหนึ่งขึ้นมา
ส่วนทางออครูสส่งคนที่เลเวลร้อยออกมาคนหนึ่ง
เจ้านี้มีสกิลลดค่าพลังของคู่ต่อสู้ลงด้วย
เป็นคนที่ผมระวังไว้มากที่สุดในสี่คนนั้นเลย
แต่พอเริ่มต่อสู้ ก็เกิดฉากเลือดสาดขึ้นมาทันที
เพราะยังไม่ทันทีที่ฝ่ายจะได้ทันทำอะไร เจ้าหญิงโชก็พุ่งเข้าไปหาในอึดใจเดียว
พร้อมกับใช้มือแทงทะลุเข้าไปที่ลำตัว และควักเอากระดูกซี่โครงออกมาชิ้นหนึ่ง
แถมยังเอามาเคี้ยวเล่นอีกต่างหาก
“…เอ่อ เบามือหน่อยครับเจ้าหญิงโช”
ผมตั้งสติได้คนแรก เลยรีบร้องเตือนเธอไป
“อย่าบ่นนักสิ เท่านี้ไม่ถึงตายหรอกน่า เจ้าบอกเองว่าให้ทรมานหนักๆ
แต่อย่าให้ถึงตายใช่ไหม ข้าก็ทำอยู่นี้ไง”
เวรกรรม แล้วจะประกาศให้ศัตรูรู้ทำไมล่ะเฮ้ย!
พอออครูสได้ยินก็หันมามองผมแบบหน้าถอดสีไปเลย
แต่อาการของคู่ต่อสู้หนักมาก ผมกลัวว่ามันจะตายซะก่อน เลยตรวจสอบดู
แต่น่าแปลกพลังชีวิตของมันแทบไม่ลดลงเลย ถึงจะบอกว่าเลเวลห่างกันเท่าตัว
เลยทำให้โจมตีอีกฝ่ายไม่เข้าก็ไม่น่าจะใช่ เพราะเล่นควักเอากระดูกออกมาเลย
หรือว่าเป็นความสามารถพิเศษของเจ้าหญิงโช! น่ากลัวแฮะ
แต่เจ้าคนเลเวลร้อย ก็ยังฝืนสู้ต่อ แม้การเคลื่อนไหวจะช้าลงไปมาก
ก็ยังถือว่ามีการเคลื่อนไหวที่ดี อาวุธที่ใช้เป็นดาบตะขอ ส่วนเจ้าหญิงโชมือเปล่า
เธอปล่อยให้อีกฝ่ายฟาดฟันและโจมตีตามใจชอบ ส่วนเธอยืนอ้าปากหาว
เพียงแค่โยกตัวหลบโดยเท้าไม่ขยับจากที่เลย แสดงให้เห็นถึงความต่างชั้นของฝีมืออย่างชัดเจน
เหมือนกับระบบเลเวลไม่มีผลกับเธอเลยแม้แต่น้อย…อย่างบอกนะว่าเผ่ามังกรเป็นแบบนี้กันหมดเลย
พอเห็นว่าโจมตีไม่โดนอีกฝ่ายก็งัดเอาสกิลออกมาใช้
พวกสกิลลดพลังก็เรื่องหนึ่ง แต่สกิลโจมตีโดยตรงนี้สิ เจ้าหญิงโชยืนรับหน้าตาเฉย
ดูจากความรุนแรงแล้ว ผมเป็นห่วงแทนเลย
แต่พอตรวจสอบดู…พลังชีวิตเธอไม่ลดลงเลยสักนิด แถมการโดนโจมตีด้วยส
กิลเมื่อครู่ ยังทำให้เธอติดสถานะเกล็ดแกร่ง
ซึ่งเป็นสกิลประจำเผ่าพันธุ์ ที่จะทำงานขึ้นมาเองเมื่อถูกโจมตี
โดยที่สกิลนี้จะบวกพลังป้องกันให้อย่างมหาศาล แบบที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อน
อย่างงี้ต่อให้ลดเลเวลเหลือแค่ 1 เธอก็สู้ได้สบายมาก
“ไม่มีอะไรจะโชว์แล้วใช่ไหม งั้นข้าขอบอก
ว่าการแสดงของแกมันห่วยแตกสิ้นดี”
ว่าแล้วเจ้าหญิงโชก็เข้าไปจับเป้าหมายเหวี่ยงลงพื้น
และเริ่มการเลาะกระดูกให้ดูแบบสดๆ โดยที่เหยื่อยังมีชีวิตอยู่ น่าประหลาดสุดๆ
ทั้งที่โดนเลาะกระดูกออกมานับสิบๆ ชิ้น
แต่ว่าเจ้านั้นก็ยังลุกขึ้นมาเดินเหินและใช้ชีวิตได้ตามปกติ
เพียงแต่จะมีอาการเจ็บปวดแสนสาหัสทุกครั้งที่ขยับตัว หรือแค่หายใจก็เจ็บ
เจียนตายแล้ว แถมเกิดสิ่งผิดปกติขึ้นกับค่าพลังและสกิลด้วย
ค่าพลังนั้นกำลังเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ซึ่งเป็นไปในแนวโน้มที่ลดลง
ทั้งๆ ที่ไม่ได้ติดสถานผิดปกติอะไร ส่วนสกิลแปลกกว่าอีก
เพราะชื่อสกิลมันเพี้ยนไปหมด เหมือนเวลาโปรแกรมติดบัคไม่มีผิด…ไม่มีคำอธิบาย
ผมเองให้ตายก็จะเป็นศัตรูกับเจ้าหญิงโชเด็ดขาด
เพราะความสามารถของเธอมันอยู่นอกเหนือการควบคุมของระบบในโลกนี้ไปแล้ว
แล้วการต่อสู้ของคู่แรกก็จบลง
เพราะอีกฝ่ายไม่อยู่ในสภาพที่จะต่อสู้ได้อีกแล้ว ขนาดตอนโดนหามออกไปยังร้องโอ้ยๆ
อย่างน่าเวทนา
พวกออครูสพึ่งรู้สึกตัว ว่าไม่ใช่แค่แพ้อย่างเสียหน้า
แต่ยังพึ่งเสียทรัพย์สินและรายได้ทั้งหมดของกิลไปให้เจ้าหญิงโช
ปกติแล้วควรถอย ยิ่งเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายมีพลังเหนือกว่าแบบนี้
แต่ว่าเบื้องหลังจากเดิมพันครั้งนี้ก็คือการพนันนั้นเอง
เมื่อเสียพนันก็มีแต่อยากจะเอาคืน มันเป็นวัฏจักรที่หนีไม่พ้น
เพราะสิ่งที่เอาชนะยากที่สุดก็คือการเอาชนะใจตัวเอง
“รอบนี้ผมจะวางเดิมพันด้วยคฤหาสน์และที่ดินทั้งหมด”
และผมก็ทิ้งเหยื่อล่อลงไป เพื่อดึงให้พวกมันถลำลึกลงมา
“ง งั้นทางนี้ขอเดิมพันด้วยฐานที่มั่นของกิลผู้พิชิตแดนเหนือ”
ส่วนคนที่ลงไปสู้ทางผมก็ส่งเรโมริก้าไปตามที่ตกลงกันไว้
ส่วนทางนั้นออครูสลงมาเอง คงเพราะรู้ว่าแพ้ไม่ได้แล้ว แต่ยิ่งกลายเป็นการกดดันตัวเองซะเปล่าๆ
ทันทีที่เริ่ม เมยอาก็รีบขอตัวออกไปข้างนอก เพราะทนดูไม่ไหว
เนื่องจากเรโมริก้าระเบิดความโกรธออกมาทันทีตั้งแต่วินาทีแรก
ไม่เปิดโอกาสให้ออครูสได้แสดงฝีมือเลย เธอกระโจนเข้าใส่ราวกับภูตผี
จับออครูสถลกหนังแบบทั้งตัวในพริบตา จากนั้นเธอก็ใช้สกิลที่เพิ่มความเจ็บปวดให้เป้าหมายเป็นหลายเท่าตัว
และนี้เป็นครั้งแรกที่ผมเห็นคนขาดใจตายเพราะทนความเจ็บปวดไม่ไหว
แต่ก่อนที่หัวใจจะหยุดเต้น เรโมริก้าก็กัดข้อมือตัวเอง
และโปรยเลือดใส่บนร่างของออครูส เลือดของเธอซึมผ่านเข้าไปในร่าง
และเข้าควบคุมให้ร่างกาย
นั้นยังมีชีวิตอยู่ต่อไป
เพื่อฟื้นมารับความเจ็บปวดทรมานอย่างไม่มีที่สิ้นสุด
ตอนนี้พวกกิลผู้พิชิตแดนเหนือรู้ตัวกันแล้ว
ว่าเป้าหมายของผมไม่ใช่การฆ่าฟัน แต่คือการระบายแค้นด้วยการทรมาน เลยพากันวิ่งหนี
แต่ช้าไปแล้ว ที่ทางออกถูกขวางไว้ด้วยทหารมังกร
จริงๆ ถึงไม่มีพวกมังกร ผมก็กะจะใช้พลังจอมมารเพื่อหยุดพวกเขาไว้
ถึงจะมีเมยอาอยู่ด้วย แต่เธอไม่มีความสามารถด้านต่อสู้
คงไม่รู้ตัวหรอกว่าผมเป็นจอมมาร แต่ตอนนี้ได้พวกมังกรช่วย เลยเบาแรงไปได้เยอะ
“การเดิมพันเริ่มขึ้นแล้ว พวกคุณจะไปไหนไม่ได้
จนกว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะไม่มีอะไรให้เดิมพันอีก”
“พ พวกเราขอยอมแพ้! ต ตอนนี้ก็ไม่เหลืออะไรให้เดิมพันแล้วด้วย
ปล่อยพวกเราไปเถอะ!”
“…ยังเหลือไม่ใช่เหรอครับ”
ผมชี้นิ้วในท่ายืนกอดอกไปที่พวกเขา
“บ้าน ครอบครัวลูกเมีย เลือดเนื้อและวิญญาณของพวกคุณ
ผมจะเอาทั้งหมดนั้น”
ในนํ้าเสียงที่บอกออกไป ไม่มีการล้อเล่น
“ป ปีศาจ แกมันเป็นปีศาจ!”
ตอนนี้ถึงผมไม่ปล่อยออร่าแห่งลางร้ายออกมา
แต่พวกเขาก็เหมือนจะเห็นเงาสีดำทมิฬอยู่ข้างหลังผม
แล้วผมก็จับบังคับทุกคนทำสัญญา โดยที่โดนผมรีดจนถึงเลือดหยดสุดท้าย
ใช่แล้ว ตายไปก็
เท่านั้น ให้อยู่แบบสิ้นไร้ไม้ตอก ไม่มีบ้านให้กลับ ลูกเมียโดนแย่งชิง
ไม่เหลืออะไรในชีวิตแบบนี้สู้ตายไปยังดีกว่า นี้คือบทลงโทษของผม ทัณฑ์มหายาจก
แต่นั้นแค่ส่วนของผมนะ แต่พวกนี้ยังต้องโดนสองเด้ง
เพราะนอกจาดโดนผมลอกคราบแล้ว
ยังโดนไปเป็นกระสอบทรายให้เรโมริก้าอัดจนกว่าเธอจะหายโกรธ
นั้นคือสิ่งที่ผมบอกเธอไว้
คุณคงเคยได้ยิน ว่าถึงแค้นอย่างไง ฆ่าคนไปก็ไม่หายแค้น
อันนี้ผมเห็นด้วย และพอจะเข้าใจเหตุผล เพราะเวลาฆ่าคนน่ะ มันพริบตาเดียว
อย่างไงก็ไม่เท่ากับความแค้นที่เราต้องทนอยู่กับมัน ฉะนั้นแล้ว
ผมเลยบอกให้เรโมริก้าอย่าฆ่าพวกมัน ไม่งั้นเธอจะไม่มีทางหายแค้นได้
วิธีที่จะทำให้หายแค้น ก็คืออัดมันซ้อมมันทรมานมัน ทำไปเรื่อยๆ
จนกว่าจะความแค้นจะหมดไป
หรือก็คือจนกว่าจะเกิดความรู้สึกเวทนาสงสารจนยอมปล่อยพวกมันไปนั้นแหละ
บทสรุปก็เลยออกมาเป็นในรูปแบบนี้
ส่วนพวกที่เผลอลงมือแรงไปจนปางตาย
ผมก็เตรียมยา…ชูปเปอร์แยมขาวของผมนั้นแหละ เมื่อคืนรีดออกมาสำรองไว้เพียบ
มีพอสำหรับทุกคนแน่ ใครปางตายผมก็จะตรงไปกรอกยาให้ทันที
ผมยังปล่อยให้พวกนี้ตายไม่ได้หรอก เพราะบอกแล้วไง
ผมจะรีดจนเลือดหยดสุดท้ายของพวกมัน
หลังๆ พวกมันไม่ฟังเสียงแล้ว
ถ้าหนีไปก็โดนเผ่ามังกรจับกลับมาอยู่ดี เลยรวมหัวกันรุมใส่เรโมริก้า แต่เธอกลับยินดีที่เป็นแบบนี้
เพราะจะได้ไม่ต้องเสียเวลา เพราะเรโมริก้าน่ะยิ่งสู้ยิ่งแกร่ง
ยิ่งได้เลือดยิ่งแข็งแรง ตรงนี้เลยไม่เหลือพื้นที่ให้ผมแทรกเข้าไปยุ่งได้
ผมเลยชวนเจ้าหญิงโชไปฆ่าเวลากันบนที่พักเคลื่อนที่ของเธอ
สองชั่วโมงผ่านไป
“อ่า โล่ง”
ผมกับเรโมริก้าเอ่ยขึ้นมาพร้อมกัน ถึงจะโล่งกันคนละความหมายก็เถอะ
ทางผมได้จัดเจ้าหญิงโชไปหลายนํ้าเลย
ส่วนทางเรโมริก้าก็อัดพวกนั้นจนหายแค้นแล้ว วิธีผมได้ผลจริงๆ ด้วย
พวกออครูสทุกคนยังมีชีวิตอยู่ แต่ถึงร่างกายจะยังปกติดี
แต่จิตใจถึงขั้นแหลกสลายไปแล้ว แค่เห็นหน้าเรโมริก้า ก็ไม่สามารถควบคุมร่างกายตัวเอง
ได้ นํ้าหูนํ้าตาไหลพราก ทั้งฉี่ทั้งขี้ทะลักออกมาหมด
ลงไปนอนก้มกราบร้องไห้กันเหมือนเด็กๆ
“เอาล่ะ พวกคุณที่ยังพอเหลือสติฟังให้ดี”
ผมเดินไปพร้อมกับใบสัญญาในมือที่หนาเป็นเล่ม
“ตอนนี้ทรัพย์สินทุกอย่างรวมถึงตัวพวกคุณเป็นของผมแล้ว ข่าวดีคือ
ผมไม่สนใจจะเอาสวะอย่างพวกคุณมาเป็นทาส เพราะงั้นจงฟัง
จากนี้ไปฐานที่มั่นของกิลผู้พิชิตแดนเหนือ ให้ย้ายไปอยู่ที่เมืองวิลเฟนเฮ
พวกคุณจะต้องเป็นนักผจญภัยทำงานที่เมืองนั้นห้ามออกไปไหน และถ้าผลการทำงานไม่ดี…บางทีอาจจะมีเรื่องร้ายๆ
เกิดขึ้นกับครอบครัวพวกคุณก็ได้ เข้าใจไหม”
“เข้าใจ! พวกเราเข้าใจแล้ว!”
ออครูสขานรับทั้งนํ้าตา ไม่เหลือความห้าวอยู่เลย
แม้แต่ตัวลูกชายสุดรักที่เข้ามาใกล้ยังโดนถีบกระเด็น
และเพื่อความไม่ประมาท ผมให้เรโมริก้า Mind control พวกมันบางคนเอาไว้
ให้เป็นสายรายงานข่าวจากข้างในด้วย
“ผมให้เวลาหนึ่งเดือน ในการย้ายฐานกิล
ถ้าครบเวลาแล้วยังไม่เห็นพวกคุณที่วิลเฟนเฮ ผมจะส่งคุณเรโมริก้าไปเยี่ยม”
แค่เอ่ยชื่อเรโมริก้าขึ้น ไม่ต้องรอให้พูดจบ
พวกมันก็วิ่งกันออกไปราวกับผึ้งแตกรัง เท่านี้ผมก็ได้แรงงานที่จะใช้ที่วิลเฟนเฮแล้ว
เผลอๆ พวกนี้พร้อมทำงานก่อนสาขากิลนักผจญภัยจะสร้างเสร็จซะอีก
ได้ทั้งความสะใจทั้งได้ใช้ประโยชน์
นี้สิถึงจะเรียกว่าล้างแค้นอย่างสาสม
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น