ตอนที่ 146 ทำลายสิ่งที่มองไม่เห็น

ตอนที่ 146 ทำลายสิ่งที่มองไม่เห็น
“เอ๋? จะลงดันเจี้ยนเหรอครับ”
โคเฮย์ถามขึ้น เมื่อเห็นริกะที่พึ่งกลับมา สั่งลูกน้องส่วนตัวของเธอ จัดเตรียมข้าวของสำหรับการลงดันเจี้ยนให้
“ใช่แล้ว ฝากเรื่องกิลให้นายดูแลไปก่อนนะ ฉันจะใช้เวลานานหน่อย”
“ทำไมปุ๊บปั๊บจังครับ แถมพึ่งกลับมาเอง”
“...ฉันจะเก็บเเลเวลเพิ่ม”
“งั้นให้”
“ไม่ต้อง ฉันเก็บเลเวลคนเดียวจะเร็วกว่า และคราวนี้ฉันไปดันเจี้ยนโลกใต้บาดาล มาเซยิส”
“นั้นมัน!”
ดันเจี้ยนโลกใต้บาดาล ถือเป็นดันเจี้ยนที่ใหญ่ติดหนึ่งในสามของโลก มันกินพื้นที่ใต้ท้องมหาสมุทรไปกว่าหนึ่งในสิบ และทางเข้าจะต้องลงไปตามล่องเหวลึกที่ไร้แสง เดินทางไปอีกเป็นเดือนเพื่อเข้าสู่ดันเจี้ยนมาเซยิส
ปัจจุบันการสำรวจไม่คืบหน้า เพราะเส้นทางส่วนใหญ่ถูกนํ้าท่วมทำให้ไปต่อไม่ได้ มอนสเตอร์เองก็มีเลเวลค่อน
ข้างสูง ขนาดปาร์ตี้ผู้กล้าเอง ยังแทบเอาตัวไม่รอดในดันเจี้ยนแห่งนี้
“ไม่ต้องเป็นห่วงหรอก ฉันมีสกิลที่ไว้ใช้ในดันเจี้ยนนั้นพร้อมแล้ว แถมยังได้สกิลดีๆ มาจากเจ้าโรมะตัวปลอมตัว”
“เช่นนั้น จะทำอย่างไงดีกับมารที่เหลือครับ”
“ปล่อยไปก่อน พวกเราจัดการไปได้แล้วสอง ตอนนี้พวกมันที่เหลือคงยิ่งระวังกว่าเดิม ทิ้งเวลาให้มันประมาทและออกมาเคลื่อนไหวเอง ช่วงนี้นายกับฮิเดกิก็ให้ลูกนเ◌้องเก็บเลเวลซะ พวกเผ่าปีศาจท่าจะมีตัวอันตรายอยู่เยอะกว่าที่คิดไว้”
“รับทราบครับ”
“ว่าแต่เจ้าฮิเดกิหายหัวไปไหน?”
“มันกำลังสะสมพลังอยู่ครับ เห็นว่าคราวก่อนเพราะพลังไม่พอ เลยจำเป็นต้องปล่อยมารแห่งความเกียจคล้านไป แต่รอบหน้าที่เจอกัน คงกะเอาจริงเต็มที่แน่”
“...ถ้าเจอตัวแล้ว บอกให้รอฉันกลับมาก่อนค่อยลงมือ เพราะเราจะพลาดไม่ได้อีก มารแห่งความเกียจคร้านเป็นคนฉลาด ถ้าจะจัดการต้องรวบรัดในครั้งเดียว”
“ครับ แล้วผมจะจัดการเรื่องฮิเดกิเอง”
“แล้วห้ามลืมล่ะ ถ้าเจอตัวคนที่ชื่อโรมะ ให้จับกุมตัวเอาไว้ ไม่ต้องสนใจว่าเป็นตัวจริงหรือตัวปลอม เจอคนชื่อนี้เมื่อไร จับมาให้หมด แล้วรอฉันกลับมายืนยันตัว”
“เข้าใจแล้วครับ เป็นเรื่องสำคัญอันดับหนึ่งของกิล”
“...คนมีชื่อเสียง ให้จับตาพวกคนที่มีชื่อเสียงเอาไว้ ด้วยความสามารถของโรมะ ต่อให้เขาพยายามหลบซ่อนตัว แต่ความสามารถของเขาอย่างไงก็ต้องเปร่งประกายออกมาให้เห็นแน่ๆ อาจจะไม่ได้ทางตรง เพราะงั้นให้สืบลึกเข้าไปถึงคนที่อยู่เบื้องหลังด้วย”
“พูดถึงเรื่องคนมีชื่อเสียง ท่านริกะได้ยินข่าวเรื่องเจ้าเมืองกรอซ่าคนใหม่บ้างไหมครับ”
“ไม่เลย ทำไมเหรอ”
“เห็นว่าเป็นคนจากเผ่าปีศาจ และเมื่อไม่กี่วันมานี้ พึ่งประกาศแยกตัวและตั้งประเทศใหม่ของตัวเองด้วยครับ”
“เหรอ แย่หน่อยที่ตอนนั้นฉันรีบออกมา เลยไม่ได้ตามข่าวที่นั้น เป็นไปได้ว่าเจ้าโรมะตัวปลอมเป็นแค่เหยื่อ
ล่อ เพื่อสร้างสถานการณ์ จากนั้นก็มีอีกทีมหนึ่งค่อยจัดการรวบอำนาจอยู่เบื้องหลัง”
“คงจะเป็นแบบนั้นล่ะครับ จะให้พวกเราเข้าไปจัดการไหมครับ”
“ไม่ต้อง ปล่อยให้เป็นงานของพวกผู้กล้าไป”
พอบอกเสร็จริกะก็ออกจากห้องไปทันที ส่วนโคเฮย์ก็ได้แต่เกาหัว เพราะมีปัญหาให้ต้องจัดการหลายอย่าง แต่โดยส่วนตัว เขาเริ่มรู้สึกติดใจเมื่อกรอซ่าขึ้นมา เพราะในช่วยไม่นานมานี้ มันกลายเป็นแหล่งที่มีเรื่องราวมากมายเกิดขึ้น เบื้องหลังเมืองนี้ จะต้องมีสิ่งที่ทรงอำนาจมากเคลื่อนไหวอยู่แน่ๆ
“...รอฮิเดกิกลับมาแล้วแอบย่องไปดูดีกว่า”
………………
ตรงหน้าผมตอนนี้คือกรอเรียและเรเดีย ทางฝ่ายกรอเรียดูท่าจะใจเย็นลงแล้ว และยอมรับสภาพได้ในระดับหนึ่ง ไม่สิ ดูจากสีหน้า เธอคงรู้สึกผิดกับผมเอามากๆ ส่วนของเรเดียนี้สิ ปรับตัวตามไม่ทัน เลยได้แต่อ้าปากค้าง
“การเดินทางราบรื่นดีนะ”
“ค่ะ คุณเอนันโด้ดูแลพวกเราดีมาก แต่พอบอกได้ไหมคะ ว่าทำไมถึงรู้ว่าพวกฉันซ่อนตัวที่ไหน”
กรอเรียถามผมกลับ ท่าทางเหมือนชวนคุยกันตามปกติ
“รู้แล้วเงียบไว้นะครับ...ตอนนี้ผมได้เส้นสายด้านการข่าวของกิลนักผจญภัยมาไว้ในมือแล้ว”
“กิลนักผจญภัย แบบนี้เอง”
“แต่ข่าวที่กิลนักผจญภัยหามาได้ ทางโบสถ์ใหญ่ก็สามารถเข้าถึงได้เหมือนกัน ผมเลยต้องรีบส่งเอนันโด้ไปเตือน”
“ขอบคุณมากค่ะท่านโรมะ”
“อย่าขอบคุณเลย ทางนี้ต่างหากที่ต้องขอโทษ เพราะผมแท้ๆ พวกเธอถึงซวยไปด้วยเลย”
“ไม่ค่ะ เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้ฉันตาสว่างขึ้นมาแล้ว”
“งั้นขอฟังความคิดเห็นของเธอหน่อยล่ะกัน”
“ค่ะ ที่ฉันเห็นกับตาตัวเอง ฉันคิดว่าโบสถ์ใหญ่ไม่เคารพหลักคำสอนเลย พวกเขาหาได้มีจิตใจเมตตาและความดี
งาม แต่กลับอ้างพระเจ้าบังหน้าเพื่อสนองความต้องการของตัวเอง ผิดกับท่านโรมะ ถึงท่านจะเป็นจอมมารและถูกคนอื่น...รวมทั้งฉันประนามหยามเหยียด แต่ท่านก็แสดงให้เห็นถึงคุณธรรมนํ้ามิตร ความมีเมตตาและโอบอ้อมอารีที่ทำอยู่เป็นนิจ ฉันเลยได้เข้าใจแล้วว่า ความดีหรือความชั่ว หาได้แบ่งฝักแบ่งฝ่าย แต่ขึ้นอยู่กับตัวบุคคลที่นำพาไปใช้ต่างหาก”
“คิดได้เช่นนั้นก็ประเสริฐแท้ แต่ขอบอกก่อนนะครับ ผมไม่ใช่คนดีอะไรขนาดนั้นหรอก”
“ที่บอกว่าตัวเองเป็นคนไม่ดี นั้นเพราะท่านโรมะไม่อยากให้คนอื่นผิดหวังในตัวเองสินะคะ แต่แม้จะเป็นด้านที่โหดร้ายของท่าน ฉันเองก็คิดว่ามันเป็นความโหดร้ายที่บริสุทธิ์ค่ะ เพราะตั้งแต่รู้จักกับท่านโรมะ ฉันไม่เคยเห็นท่านโรมะโกรธและทำร้ายคนอื่นเพื่อตัวเองเลย”
“อุ๊ เล่นพูดแบบนี้เดี๋ยวผมก็เหลิงหรอกครับ”
“ถึงตอนนั้นฉันจะเป็นคนเตือนท่านโรมะเองค่ะ”
“เตือนแรงๆ ได้เลยครับ แต่ว่า….ได้คิดไว้หรือยังครับว่า จะเอาอย่างไงต่อ”
กรอเรียส่ายหน้า พลางก้มหน้าอย่าสำนึกผิด
“ฉันยังคงศรัทธาในพระเจ้า แต่ไม่ได้ศรัทธาในโบสถ์ใหญ่ นั้นมันเป็นปัญหามากทีเดียว อีกอย่างฉันทำลายนํ้าใจของท่านโรมะ และหันหลังให้ท่านไปแล้วครัั้งหนึ่ง ฉันไม่ควรได้รับความช่วยเหลือใดๆ จากท่านอีก”
“พอแค่นั้นครับ อย่าโทษตัวเองอีกเลย ผมไม่โกรธเรื่องนั้นหรอก ส่วนเรื่องทางออกผมพอมีแนวทางจะเสนอ แต่
เดี๋ยวขอคุยกับทางท่านเรเดียก่อน ว่าเธอคิดเห็นเป็นเช่นไร ว่าไงครับท่านเรเดีย หายอึ้งหรือยังครับ”
“แกว่าใครอึ้ง! ฉันแค่สับสนเรื่องหน้าตาของแกที่เปลี่ยนไปเท่านั้นแหละ”
“ดูเหมือนว่าริบบิ้นนี้จะแก้นิสัยท่านเรเดียไม่ได้สินะ หรือผมจะเปลี่ยนไปใช้อันที่แรงกว่านี้ดี”
“หยุดเลยนะ! ฉันไม่ใช่ของเล่นของแกสักหน่อย”
“ไม่เล่นก็ได้ งั้นมาเข้าเรื่องกันเลยล่ะกัน ท่านเรเดียคิดจะเอาอย่างไงต่อครับ จะกลับโบสถ์ใหญ่ จะให้ผมปกป้อง หรือคิดทางเลือกอื่นออกอีกว่ามาได้เลยครับ”
“...ทำไมถึงช่วยฉันไว้ล่ะ”
“เสียของ”
“เสียของ?”
“ก็ขืนทิ้งท่านเรเดียไว้ที่โบสถ์ใหญ่ มีหวังโดนตาแก่พวกนั้นงาบไปกินแน่ แบบนั้นแหละที่เรียกว่าเสียของ”
“นี้แกพูดจริงเหรอ”
“จริง แค่นั้นแหละเหตุผล แล้วมีอะไรอยากจะถามอีกไหมครับ”
“มีเยอะเลย”
“งั้นก็สรุปว่าท่านเรเดียจะอยู่ที่นี้”
“เดี๋ยวสิ! ทำไมจู่ๆ สรุปออกมาเองแบบนั้น แล้วก่อนหน้านั้นไม่ว่าจะให้ถามก่อนเหรอ”
“ก็ท่านเรเดียถามแต่เรื่องไร้สาระแน่ๆ และถ้าคิดจะกลับไปโบสถ์ใหญ่ ก็คงกระโดดลงจากรถม้าไปแล้วตั้งแต่กลางทาง ที่ผมพูดว่านี้ถูกต้องไหมครับ”
“น หน่อย”
เรเดียเถียงไม่ออก ได้แต่ทำท่าเจ็บใจ
“ไม่เอาน่า อย่าทำหน้าแบบนั้นสิ ผมไม่บังคับสักหน่อยนะ ถ้าคิดจะหลบไปอยู่ที่อื่น เดี่ยวจะช่วยเรื่องค่าใช้จ่ายกับเรื่องการปลอมตัวให้ แต่แบบนั้นไม่แนะนำหรอกนะ”
“ทำไม?”
“ก็เพราะท่านเรเดียน่ะไม่เหมือนกับคุณกรอเรีย ท่านเป็นถึงอาร์คบิชอป ย่อมต้องรู้ความรับของโบสถ์ใหญ่พอสมควร พวกมันจะตามล่าจนสุดขอบฟ้าแน่ๆ เพราะฉะนั้นถึงจะไปอยู่ที่อื่น ก็ไม่รับประกันว่าพวกนั้นจะหาไม่เจอ ตรงกันข้าม ถ้าอยู่ที่นี้ถึงพวกมันรู้ก็เอื้อมมือมาไม่ถึง และก็นะ เรื่องคิดจะติดต่อทางบ้านให้เลิกคิดเถอะ ถึงตอนนี้พวกนั้นจะแค่ดูเฉยๆ แต่ถ้าดึงทางบ้านเข้ามาเกี่ยวด้วยเมื่อไร พวกเธอได้โดนฆ่าล้างตระกูลแน่”
“ไม่มีทาง โบสถ์ใหญ่ไม่ทำเรื่องชั่วช้าแบบนั้น”
“ไม่ค่ะ ถ้าโบสถ์ใหญ่ล่ะก็ ทำแบบนั้นแน่นอนค่ะ”
กรอเรียช่วยยืนยันแทน
“ทางครอบครัวฉันก็โดนเล่นงานเหมือนกัน ถึงต้องแยกย้ายกันหนีแบบหัวซุกหัวซุนแบบนี้”
“ร เรื่องนั้น”
“อ่ะ เรื่องครอบครัวของคุณกรอเรียปลอดภัยดีครับ พวกเขาไม่ยอมเชื่อใจคนของผมเลย ถ้าเป็นไปได้คุณกรอเรียช่วยไปกล่อมพวกเขาให้มาอยู่ที่นี้ได้ไหมครับ ผมยังต้องการขุนนางที่มีความสามารถมาช่วยบริหารเมืองด้วย”
“จะได้เหรอคะ!”
“อืม เรื่องยศนี้คงถูกราชาของเลนคานยึดคืนไปแน่ๆ ล่ะนะ แต่ตอนนี้เป็นผมราชาของอินเวสก้าแล้ว สามารถมอบยศให้ใหม่ได้ แต่คงต้องให้ไปเริ่มจากระดับล่างก่อนล่ะนะ”
“ถึงจะโดนลดยศลงก็ไม่เป็นไรหรอกค่ะ แค่ไม่ต้องหลบหนีเยี่ยงนักโทษก่อความผิด ท่านพ่อและท่านแม่ก็น่าจะดีใจแล้ว”
“อืม งั้นไว้เดี๋ยวหลังคุยกันจบแล้ว ผมจะให้คนของผมพาไปนะ”
“ด เดี๋ยวสิ นี้ลืมฉันไปแล้วเหรอ”
“หา? ยังมีอะไรต้องคุยอีกล่ะ”
ผมหันไปถามเรเดียกลับ อีกฝ่ายก็นั่งทำหน้าอึกอักก่อนจะพูดขึ้นมา
“แล้วนายจะให้ฉันทำอะไรที่นี้”
“สรุปคือจะอยู่ใช่ไหมครับ”
“รู้แล้วยังจะถามอีก! เล่นพูดมาซะแบบนั้นฉันยังจะกล้าไปที่ไหนได้อีกล่ะ”
“อย่าโกรธสิครับ งั้นถ้าตัดสินใจอยู่แล้ว งั้นผมขอถามคำถามเดียวกับคุณกรอเรีย ท่านเรเดียยังศรัทธาในโบสถ์ใหญ่อยู่หรือเปล่าครับ”
“ฉัน...ไม่รู้”
“...”
ผมยังเงียบเพื่อรอคำตอบจากใจจริงของเธอ
“แกจะให้ฉันพูดว่าอย่างไง! ว่าฉันเกลียดโบสถ์ใหญ่ และอยากฆ่าพวกมันให้หมดเหรอ”
“เปล่า แค่อยากฟังความในใจจริงๆ”
“บอกแล้วไง ฉันไม่รู้”
“งั้นมาเล่นเกมส์กันหน่อยไหม”
ผมหยิบเอาเกมส์หมากขึ้นมาวางไว้บนโต๊ะ สีหน้าของเรเดียเปลี่ยนไปทันที เธอยิ้มที่มุมปาก
“รู้ใจฉันเหมือนกันนี้ คราวนี้แหละฉันจะได้แก้มือจากคราวก่อน”
“เอาเป็นว่า คนชนะจะถามอะไรคนแพ้ก็ได้ แต่คนแพ้จะต้องตอบแต่ความจริง เป็นไงข้อเสนอนี้”
“ตกลง!”
แล้วยัยโง่นี้ก็มาติดกับอีกจนได้ ไม่ขัดเลยจริงๆ
เรเดียถึงจะฝึกมาหนัก และเปลี่ยนวิธีเล่นแล้ว แต่สุดท้ายก็ยังแก้นิสัยไม่ได้ อย่างตอนนี้ถึงเธอจะพยายามเดิมอย่างรอบคอบ และไม่บุกโหมแบบบ้าเลือดเหมือนคราวก่อน แต่ก็ยังมีความใจร้อน ที่พอโดนผมจงใจทิ้งเหยื่อล่อไว้ เธอก็จะไล่งับทันที
“ทำไมกัน! เป็นไปไม่ได้ ตั้งแต่นั้นฉันก็ฝึกมาตลอด ไม่มีทางแพ้ได้หรอก!”
“ก็ครั้งก่อนผมยังไม่ได้เอาจริงนี้”
“ว ว่าไงนะ!”
ว่าไปนั้น เรเดียนี้แกล้งสนุกดี ถึงจะหัวแข็งแต่ก็เชื่อคนง่าย ผิดกับกรอเรียเลยแฮะ ที่ถึงท่าทางจะหัวอ่อน แต่เป็นคนระวังตัวสูงทีเดียว
“เอาล่ะ ทำตามข้อตกลงซะ ตอบคำถามมาด้วยความสัตย์จริง เธอรู้อย่างไงกับโบสถ์ใหญ่กันแน่”
“ชิ ก็ได้ เข้าใจแล้ว! ถ้าอยากรู้มากนั้นก็จะบอกให้ ฉันไม่ได้สนใจอะไรนักหรอก มันก็แค่สถานที่ที่ทำให้ฉนมีอำนาจ และได้เรียนรู้เวทมนต์มันก็เท่านั้นเอง คำสอนเหรอ พระเจ้าแล้วไง ของแบบนั้นฉันไม่แคร์สักหน่อย”
“ท่านเรเดีย!”
คำพูดของใจจริงของเรเดีย เล่นเอาผู้ศรัทธาตัวจริงอย่างกรอเรียถึงกับหน้าซีด ก็อีกฝ่ายเป็นถึงอาร์คบิชอป เล่นมาพูดแบบนี้ซะเอง ไม่แปลกคนที่อื่นจะพากันรู้สึกหดหู่
“สรุปคือ ต่อให้ไม่ได้สังกดโบสถ์ใหญ่แล้วก็จะไม่เป็นอะไรใช่ไหม”
“ถึงจะเสียดายตำแหน่ง แต่ใช่ ถ้ามันอันตรายต่อตัวฉันแบบนี้ ฉันก็ไม่อยากจะกลับไปแล้วล่ะ”
“เข้าใจล่ะ งั้นผมขอเสนอแนวทางเลยนะครับ”
ผมมองไปที่กรอเรีย ซึ่งยังไม่หายช็อค แต่ก็พยายามตั้งสติกลับมาเพื่อฟังผมต่อ
“คุณกรอเรีย อยากจะตั้งศาสนาใหม่ขึ้นมาไหมครับ”
“ว ว่าไงนะคะ!”
“มันไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรหรอกครับ ก็ในเมื่อความเห็นในเรื่องนแวทางมันไม่ตรงกัน ก็แค่แยกนิกายออกมา แต่ยังคงนับถือพระเจ้าองค์เดียวกัน”
“แยกนิกาย!?”
“ครับ ถ้าโบสถ์ใหญ่ใช้เพียงคำสอนมาแสวงหาผลประโยชน์ และใช้บังหน้าทำเรื่องชั่วร้าย คุณกรอเรียที่ยังยึดมั่นคำสอน ก็ตั้งนิกายขึ้นมาเพื่อแยกเป็นอิสระจากโบสถ์ใหญ่ และบัญยัติแนวทางขึ้นมาใหม่ โดยยึดหลักคำสอนดังเดิ่ม เช่นว่า เป็นนิกายที่เคร่งต่อการปฏิบัติตน และเผยแพร่คำสอนอย่างมีสติ ไม่อ้างพระเจ้าในการกระทำสิ่งใด นี้แค่ยกตัวอย่างนะครับ เพราะเพียงแต่ทำสิ่งที่แตกต่างจากที่โบสถ์ใหญ่ทำ ก็จะถือว่าแตกต่างนิกายกันแล้ว และแน่นอนว่า ถ้าคิดจะทำ ผมจะให้อาเดไลท์ช่วยสนับสนุนด้วยอีกแรง ถึงรายนั้นจะนับถือลัทธิเทพก็เถอะ แต่เธอเป็นคนเปิดกว้างและไม่แบ่งแยก”
“ไหนๆ ถ้าจะทำเรื่องศาสนา ช่วยจัดระเบียบลัทธิเทพเมฆาสวรรค์ของนายท่านด้วยสิ”
เมยอาได้จังหวะจิกกัดผม
“เอ่อ ลัทธินั้นพวกทาสกับเผ่าครึ่งสัตว์สร้างกันขึ้นมาเอง อย่าเอาผมไปเกี่ยวด้วยสิ”
“ถึงจะบอกว่าไม่เกี่ยว ก็สายไปแล้วล่ะ ก็นายท่านกลายเป็นเทพในสายตาของผู้ศรัทธาไปแล้ว”
“ย อย่าพึ่งนอกเรื่องสิ ผมกำลังคุยเรื่องสำคัญกับคุณกรอเรียอยู่นะ”
“...”
เมยอารู้ว่าผมหนีปัญหาอยู่ แต่เธอก็ยอมปล่อยผมไป
“ว่าไงครับ คุณกรอเรีย สนใจจะทำนิกายใหม่ไหมครับ”
“...ถ้าเป็นอย่างที่ท่านโรมะว่า มันจะกลายเป็นปัญหานะคะ โบสถ์ใหญ่ไม่ยอมปล่อยไว้แน่”
“เรื่องนั้นไม่ต้องไปสนครับ ที่ประเทศอินเวสก้าแห่งนี้ เปิดอิสระด้านศาสนา ทั้งจะให้การสนับสนุนและปกป้องด้วย ถ้าโบสถ์ใหญ่จะมาหาเรื่อง ก็เท่ากับหาเรื่องกับนโยบายประเทศอินเวสก้า ซึ่งเป็นเหตุผลเพียงพอที่จะถือว่าฝ่ายนั้นก้าวก่ายกิจการภายใน และจะนำมาซึ่งความชอบธรรมของผมที่จะทำสงครามกับพวกเขา”
“นี้เป็นเป้าหมายของท่านโรมะเหรอคะ”
“ผิดแล้วครับ ผมแค่อธิบายถึงจุดที่แย่ที่สุดให้ฟังเฉยๆ ถ้าโบสถ์ใหญ่ไม่มายุ่งกับผม ทางนี้ก็จะไม่ทำอะไรเช่นกัน ส่วนเป้าหมายจริงๆ ของผมก็คือ การคานอำนาจของศาสนาเท่านั้น ศาสนาไม่ใช่สิ่งไม่ดี และเพราะมันเป็นสิ่งที่ประชาชนเข้าถึงได้มากที่สุด ถ้าเรามีศาสนาที่ดี มีการเผยแพร่ที่ถูกต้องตามหลักคำสอนจริงๆ สามัญสำนึกรู้ดีรู้ชั่วของประชาชนก็จะพัฒนาขึ้นตาม และเมื่อประชาชนเริ่มมีทั้งศรัทธาและความรู้ เขาจะเข้าใจกันเองว่าสิ่งที่โบสถ์ใหญ่ทำอยู่มันไม่ถูกต้อง”
“ถ้าทำอย่างที่คุณโรมะบอกได้ ฉันว่ามันจะเป็นเรื่องที่วิเศษมากเลยค่ะ!”
“นั้นก็ขึ้นอยู่กับคุณแล้วล่ะ อยากจะลองทำดูไหมครับ”
“ฉันจะทำค่ะ!”
กรอเรียรับปากผมแล้ว
จริงๆ ผมบอกเธอไม่หมด ว่าถ้าทำสำเร็จมันไม่ใช่แค่การพัฒนาจิตใจของผู้คนหรอก แต่นี้คือวิธีการทำลายล้างโบสถ์ใหญ่อย่างถาวรต่างหาก ที่เวเนซ่าบอกว่า เราทำลายสิ่งที่ไม่มีตัวตนไม่ได้ ผมไม่เห็นด้วยนะ เพราะต่อให้มันจับต้องไม่ได้ ผมก็มีวิธีทำลายมันอยู่ดี
ในเมื่อศาสนาเป็นเรื่องของความเชื่อ ผมก็จะใช้ความเชื่อเข้าต่อสู้เหมือนกัน ศรัทธาเจอกับศรัทธา ส่วนผลของการต่อสู้จะออกมาเป็นแบบไหน ผมพอจะเอาได้ไม่ยาก นอกจากพวกโบสถ์ใหญ่บรรลุถึงธรรมและตาสว่างขึ้นมาจริงๆ แบบนั้นอาจจะพอมีทางรอดได้อยู่บ้าง แต่ผลจะออกมาเป็นแบบไหนผมก็ไม่เสียอะไรทั้งสิ้น
สงครามเงียบครั้งนี้ผมไม่มีทางแพ้ เพราะอะไรน่ะเหรอ เพราะศาสนาคือการต่อสู้ด้วยจำนวน ตอนนี้ถ้าคิด
ตามอัตราส่วน โบสถ์ใหญ่ครองความนิยมประมาณ 7/10 ส่วนอีก 3 ส่วนเป็นลัทธิเทพ และตอนนี้ผมกำลังจะแยก 7 ส่วนของโบสถ์ใหญ่ออกมาอีก ด้วยการตั้งนิกายใหม่
ในขณะเดียวกับเผ่าครึ่งสัตร์และเผ่าปีศาจ ที่รวมกันแล้วมีประชากรเป็น 1 ใน 3 ของมนุษย์ ซึ่งพวกนี้ไม่มีทางหันไปนับถือโบสถ์ใหญ่ได้อยู่แล้ว ฉะนั้นอัตราส่วนของผู้นับถือ จะเอียงเอนไปทางตรงกันข้ามกับโบสถ์ใหญ่
ฉะนั้นคำว่าแพ้ไม่มี มีแต่จะจบอย่างไง แต่ฉากจบผมให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการกำหนดเอง โดยคราวนี้ผมจะเป็นเพียงแค่คนที่นั่งดู ถึงแม้ผมจะเป็นคนโยนคบไฟลงบนบ่อนํ้ามันเองก็ตามที
“แล้วฉันล่ะ”
เรเดียที่รู้สึกตัวว่าไม่มีส่วนร่วม ถามออกมา
“ก็ถ้าอยากจะช่วยคุณกรอเรียก็ไม่มีปัญหาอะไร และผมก็ว่าดีเหมือนกัน คราวนี้เริ่มต้นใหม่โดยไม่ต้องสร้างกรอบให้ตัวเองดู ท่านเรเดียอาจจะได้พบเส้นทางของตัวเองจริงๆ ก็ได้”
“เริ่มต้นใหม่เหรอ”
เรเดียครุ่นคิดกับคำพูดของผม ถ้าเธอคิดได้จะเป็นการดีมาก เพราะเรเดียเป็นอัจฉริยะ ความสามารถของเธอสามารถทำอะไรได้หลายอย่าง แต่ตอนนี้เธอต้องไปเริ่มใหม่ เพื่อเรียนรู้การไม่ยึดติดกับอำนาจ
“ถ้าไม่ตกลงก็ได้นะ ผมไม่บังคับ”
ผมลองใจเธอดู แต่เรเดียรีบส่ายหน้า
“ก็ได้ ฉันจะช่วยงานกรอเรียสร้างนิกายใหม่ขึ้นมา และตัวฉันจะเริ่มต้นใหม่ตั้งแต่ขั้นนักบวชอีกครั้ง”
เกินคาดแฮะ นึกว่าจะต้องใช้ไม้แข็ง แต่เรเดียเริ่มรู้สึกสงบใจและมีสติแล้ว จากเดิมเธอก็ไม่ใช่คนโง่ เพียงแต่หน้ามืดไปกับอำนาจเท่านั้น แต่ขณะที่ผมยิ้มอย่าโล่งอกอยู่นั้น เรเดียก็หลุกขึ้นยืนและชี้นิ้วมาที่ผม
“แต่เรื่องนั้นก็ส่วนเรื่องนั้น ทว่าเรื่องที่แกเป็นจอมมาร ฉันจะไม่ปล่อยผ่านไปแน่!”
“....งั้นเห็นที่ผมก็คงต้องปิดปากคุณหนูอวดนี้คนนี้ซะแล้ว”
“ห่ะ?”


ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ตอนที่ 4 พลังของมารราคะ

ตอน 150

ตอนที่ 149 เหตุบังเอิญ