ตอนที่ 91 เวทมนต์ระดับ 7
ตอนที่ 91 เวทมนต์ระดับ 7
“ไม่มีทางอื่นแล้วเหรอครับ”
ผมไม่อยากสู้กับอานูบิสเลย เท่าที่คุยดูเขาเป็นคนดี
แถมคนที่ผิดก็เป็นฝ่ายเอร่า แต่อย่างไงมันก็ไม่สมควรจะต้องถึงกับตายเลย
“ข้าตัดสินใจแล้ว เจ้าจงไปเตรียมตัวซะ ข้าจะให้เวลาพวกเจ้า 1
ชั่วโมง จากนั้นจนกว่าจะมีฝ่ายใดสิ้นสลายไป สงครามจะไม่มีวันหยุด”
“ถ้าเช่นนั้นผมเองก็ไม่มีทางเลือก”
แต่ก่อนจะกลับเข้าค่ายพัก
ผมก็ถามกับอานูบิสอีกสองสามเรื่องที่สงสัย
และข้อมูลที่ได้มาก็เป็นไปตามที่คิดไว้เลย…อานูบิสคือบอสของดันเจี้ยนลูปัน
และคนที่ปิดตายชั้นนี้ไว้ ก็คือเขาเอง
เพราะมีเหตุผิดปกติเกิดขึ้น อานูบิสเลยขึ้นมาดู
ส่วนที่รวบรวมกองทัพ เนื่องจากคิดว่าอีกฝ่ายเป็นเทพมาป่วน
มีอีกเรื่องที่น่าสิ้นหวังสำหนับนักผจญภัย
เพราะผมลองถามไปว่าดันเจี้ยนแห่งนี้ลึกไปถึงไหนแล้ว ส่วนคำตอบที่ได้คือ 38 ชั้น
ฟังเหมือนไม่ลึก แต่ที่นี้มีรูปทรงเหมือนปิรามิด
คือยิ่งลึกลงไปฐานความกว้างของชั้นก็จะยิ่งขยาย อย่างตอนนี้ที่ชั้น 38
กว้างกว่าเมืองไปแล้ว แถมการกระโดดข้ามเลเวลของแต่ละชั้น จะยิ่งทวีความห่างขึ้น
เรื่อยๆ เป็นดันเจี้ยนที่ยิ่งฟังแล้วยิ่งน่าสิ้นหวังสำหรับการพิชิตจริงๆ
ผมกลับเข้าค่ายพัก และเรียกทุกคนมาประชุมอีกครั้ง
ก่อนอื่นเลย ผมจะให้พวกโบสถ์ใหญ่กลับออกไปก่อน
เพราะอานูบิสยอมตกลงปล่อยคนที่ไม่มีส่วนให้กลับออกไปได้
แต่หลังจากหมดเวลาที่ให้ไว้แล้ว ทุกคนจะที่อยู่ที่นี้ถือเป็นศัตรูหมด
“ไม่ พวกเราจะอยู่ช่วยพวกคุณด้วย”
“หา?”
ผมตะลึงกับคำตอบของกรอเรีย คนอื่นๆ ถึงจะดูกลัว
แต่ก็เห็นด้วยกับการตัดสินใจของเธอ
“เดี๋ยวก่อน รอบนี้ผมไม่มั่นใจว่าจะปกป้องพวกคุณได้นะ”
“เพราะงั้นพวกเราถึงต้องยิ่งต้องอยู่ค่ะ คุณโรมะช่วยพวกเรามาเยอะ
และยังสอนสิ่งสำคัญในฐานะมนุษย์ให้ด้วย
พวกเราจะไม่ทิ้งไปยามเมื่อคุณกำลังลำบากเด็ดขาด”
“ได้ฟังแบบนี้ผมก็ดีใจนะ แต่นี้มันเป็นสงครามที่ไม่ใช่เรื่องเลย
ทั้งเหตุผลทั้งความชอบธรรม ไม่มีสักอย่าง”
“ค่ะ พวกเราทราบแล้ว แต่ขนาดคุณโรมะยังไม่ยอมทิ้งทาส
และยอมแลกด้วยชีวิตตัวเอง พวกเราเองจะทิ้งคุณไปได้อย่างไง”
“…เข้าใจแล้วครับ ขอบคุณทุกคนนะ”
ผมเริ่มมองพวกโบสถ์ใหญ่ดีขึ้น อย่างที่เขาว่า
สภาพแวดล้อมคือสิ่งที่หลอมสร้างจิตใจ
แต่คนเพิ่มขึ้น ก็ไม่ได้เพิ่มโอกาสรอดขึ้นตามเลย
เพราะงั้นผมต้องคิดหาวิธีรับมือแล้ว
ระหว่างฟังซาคุยะกับอาเดไลท์วางแผนกัน ผมก็คิดแผนของผมตามไปด้วย
ที่ผมคิดออกมาได้มีสองสามอย่าง แต่จะออกหัวหรือออกก้อยก็ยังไม่รู้
เพราะล้วนแต่เป็นวิธีที่ไม่เคยลอง
ผมมองปัญหาคราวนี้คือตัวอานูบิส
ขอเพียงตัดเขาออกไปสงครามก็จะจบทันที
เพราะงั้นเลยทำให้ผมบีบพื้นที่เป้าหมายให้แคบลงได้
แต่นั้นแหละที่เป็นปัญหา เพราะอานูบิสเก่งขนาดนั้น
เป็นถึงบอสดันเจี้ยน ต่อให้พวกผมทุกคนรวมพลังกัน ก็ไม่สามารถสู้กับอานูบิสได้
ไหนจะฝ่ายผิดที่เป็นเอร่าอีก
ต้องบอกว่าอานูบิสมีความชอบธรรมในการแก้แค้นถึงจะถูก
เพราะงั้นผมไม่อยากเอาชนะด้วยความสูญเสีย
ส่วนแผนการรบที่พวกซาคุยะคิดออกมา เป็นการเน้นตั้งรับ
ใช้ความได้เปรียบของอาณาเขตแห่งหวงเทพ สกัดพวกศพเอาไว้
เอร่าบอกว่ามันป้องกันได้ แต่ถ้าศัตรูจำนวนเยอะแบบนี้
อาจจะมีบางช่วงที่อาณาเขตอ่อนแรงลง จนทำให้มีหลุดเข้ามาได้
แต่อาณาเขตจะฟื้นฟูตัวเองในเวลาไม่นาน สรุปคือพวกผมไม่ต้องสู้ตลอด
แต่จะสู้ตอนที่อาณาเขตอ่อนกำลังลงเท่านั้น
ส่วนพวกโบสถ์ใหญ่ เสนอทำการฟื้นฟูวิหารแห่งนี้
ขึ้นมาเป็นพื้นที่ของโบสถ์ ซึ่งจะมีพลังในการทำให้พวกมอนสเตอร์อ่อนแรงลง
แต่ผมเป็นห่วงว่าพวกดอเรียจะได้รับผลกระทบไปด้วยหรือเปล่า
พวกโบสถ์ใหญ่เลยให้เข็มกลัดที่เป็นตรารูปประตูที่มีดวงอาทิตย์ติดไว้
ซึ่งจะทำให้ได้รับการยกเว้นจากผลกระทบของโบสถ์
จากนั้นก็ให้จามิร่าไปทำลายประตูด้านหลังซะ
เพราะการโดนล้อมไว้แบบนี้ ไม่จำเป็นต้องเผื่อทางหนีไว้แล้ว
สู้ลดเส้นทางเข้าออกให้เหลือทางเดียว จะได้รับมือได้ง่ายขึ้นดีกว่า
แค่ชั่วพริบตาเดียว เวลาหนึ่งชั่วโมงก็หมดลง
อานูบิสที่ยืนรออยู่กลางฝูงของกองทัพศพ ยกมือขึ้นให้สัญญาณการบุกทันที
“…เอร่า ถ้าใช้เวทมนต์ออกไป มันจะติดบาเรียของอาณาเขตไหม”
ผมหันไปถามเอร่าเพื่อความชัวร์
“ไม่ติดหรอก ก็อาณาเขตป้องกันได้แค่ตัวของมอนสเตอร์เท่านั้น
แต่ถ้าอีกฝ่ายยิงเวทเข้ามาพวกเราก็โดนเหมือนกัน”
“ดีเลย งั้นขอทดลองเวทมนต์สักหน่อย”
ผมก้าวออกไปที่ประตู ซึ่งห่างไปเพียงห้าเมตร
เหล่าศพพยายามดันกันเข้ามา จนเหมือนเป็นกำแพงเนื้อมองไม่เห็นรอบข้างเลย
แต่พวกมันติดอยู่กับกำแพงที่มองไม่เห็น แถมตัวที่ติดอยู่กำลังค่อยสลายไปด้วย
สมเป็นสกิลของเทพ ให้ผลที่น่าตกใจดีจริงๆ
แต่ตอนนี้ถึงคิวผมแสดงฝีมือบ้าง เพราะผมอยากจะลองสกิลใหม่ ที่ได้มาจากครีเรน่า
ซึ่งก็คือสกิล
Magic No Charge ไร้ระดับ (Active skill) เมื่อใช้ออกมา
จะทำให้เวทมนต์อันถัดไป ไม่ต้องเสียมาน่าในการใช้คลูดาวน์ 30 นาที
และเพิ่มค่าคลูดาวน์ของเวทมนต์ที่ใช้อีก 30 นาที
สรุปก็คือเป็นสกิลที่ใช้ยิงเวทฟรีได้หนึ่งครั้ง และเวทมนต์ที่ผมจะใช้ทดสอบก็มีเพียงแค่อันเดียวเท่านั้น
“Magic No Charge!Waterfall!”
…เงียบ
ไม่มีเอฟเฟกของเวทมนต์อะไรออกมาเลย หรือว่าจะผิดพลาด?
แต่ว่าพอตรวจดูพบว่าทั้ง Magic No Charge ทั้ง Waterfall
ติดสถานะคลูดาวน์อยู่ แปลว่าใช้ออกไปแล้วนี่น่า
ตอนที่นึกว่าตัวเองหน้าแหกอยู่นั้น พวกศพก็หยุดการเคลื่อนไหว
และพร้อมใจกันเงยหน้าขึ้นไปดูข้างบน ผมเองก็เลยต้องเงยหน้าตาม
เลยเข้าใจแล้วว่าพวกมันมองอะไรกัน
ข้างบนเพดานที่สูงขึ้นไป
กำลังมีมวลนํ้าขนาดใหญ่ก่อตัวขึ้นมาคลุมเพดานเอาไว้
ราวกับเป็นทะเลสาบกลับหัวไม่มีผิด
และเมื่อมวลนํ้าหยุดการสั่นไหว
มันก็พร้อมใจกันเทลงมาเป็นสายนํ้าตกนับร้อยๆ สาย และข้อมูล
ของเวทมนต์ Waterfall ก็พึ่งแสดงออกมา
และผมก็รู้แล้วว่าทำไมก่อนหน้านี้ดูข้อมูลของมันไม่ได้
เพราะ Waterfall คือเวทมนต์ขั้น 7
เวทมนต์บนโลกนี้แบ่งออกเป็น 7 ระดับ
ระดับที่ 1 เป็นเวทมนต์แบบปกติ พื้นที่ใช้งานแคบ
ระดับที่ 2 เป็นเวทมนต์ที่มีความรุนแรง ส่งผลบริเวณกว้าง
ระดับที่ 3 เวทมนต์ระดับทำลายล้างหมู่บ้าน
ให้หายไปในการโจมตีเพียงครั้งเดียว
ระดับที่ 4 เวทมนต์ระดับทำลายกองทัพ ผู้ใช้เวทมนต์ระดับนี้
เพียงแค่คนเดียวก็ถล่มทั้งกองทัพได้
ระดับที่ 5 เวทมนต์ต้องห้าม
ที่มีอนุภาพรุนแรงขนาดทำให้เมืองทั้งเมืองถูกลบออกไปจากแผนที่ได้
ระดับที่ 6 เวทมนต์ในตำนาน เมื่อใดที่มีการใช้งาน
ต้องมีประเทศใดประเทศหนึ่งล่มสลายไป
ระดับที่ 7 หายนะล้างโลก เป็นเวทมนต์ที่ไม่นับเป็นเวทมนต์แล้ว
และที่ผมกำลังใช้อยู่ ก็คือหายนะนํ้าท่วมโลก Waterfall
จะทำให้แผ่นดินทั้งหมดบนโลกจมอยู่ใต้นํ้า แบบนี้ไม่สงสัยแล้วว่าทำไม Mp
ไม่พอจะใช้เวทนี้ได้สักที
แต่นี้ไม่ใช่เวลามาตกใจ ผมรีบยกเลิกการใช้เวทมนต์ทันที
ไม่งั้นไม่ใช่แค่ดันเจี้ยนแห่งนี้หรอก ที่จะจมอยู่ใต้นํ้า แต่ผมจะทำให้โลกนี้เจอหายนะนํ้าท่วมไปด้วย
ทว่าแค่แรงกระแทกของมวลนํ้ามหาศาลที่ตกลงมา
ก็พอจะขยี้พวกศพไปได้มากโข
เดี๋ยวนะ…เจ้าหญิงโชมีเวทมนต์ระดับนี้อยู่กับตัว…อืม
ดีแล้วที่ไม่ได้ไปทำให้เธอโกรธ
“นายท่านสุดยอดไปเลยค่ะ!”
พวกฟรานที่พึ่งหายตะลึงและตั้งสติได้ รีบวิ่งเข้ามาอวยผมกันใหญ่
“นั้นมันเวทมนต์ระดับไหนกันคะ ฉันไม่เคยเห็นมาก่อนเลย”
มิรินไม่แปลกใจหรอก ที่ผมจะใช้เวทมนต์นั้นออกมา
แต่ออกจะอยากรู้อยากเห็นมากกว่า
“นายนี้มันมั่วได้ใจจริงๆ เป็นนักล่าสมบัติ แต่ดันเก่งสู้ประชิดตัว
แถมยังใช้เวทได้อีก”
ซาคุยะนี้สิ จ้องผมแบบไม่สบอารมณ์เลยก็แน่ล่ะ ถึงค่าพลังผมไม่เยอะ
แต่สกิลน่ะโกงยิ่งกว่าผู้กล้าซะอีก
“อย่าพึ่งดีใจกันเลย อย่าลืมสิพวกนี้เป็นมอนสเตอร์ดันเจี้ยนนะ
เดี๋ยวสักพักพวกมันก็คืนชีพขึ้นมาได้อีก”
ผมเตือนสติทุกคนเอาไว้
“จริงด้วย”
ดาเซสพยักหน้ารับ ศึกนี้ดูอย่างไงก็ยังไม่เห็นทางชนะได้เลย
เพราะฆ่าไปเท่าไร อีกฝ่ายก็คืนชีพขึ้นมาได้
ส่วนซาคุยะกับอาเดไลท์ทำคอตกทันที เพราะพวกเธอลืมนึกถึงข้อนี้ไป
ทำให้แผนการตั้งรับส่งผลเสียแทน
“ไม่ต้องกังวล แผนการตั้งรับน่ะดีอยู่แล้ว
เพราะแบบนี้ทำให้ผมลงมือได้สะดวกขึ้น”
ผมปลอบใจพวกซาคุยะ เพราะการตั้งรับในพื้นที่ จะทำให้ทุกคนปลอดภัย
ซึ่งนั้นทำให้ผมหมดห่วง และพร้อมจะลงมือทำตามแผนของตัวเองได้
ซึ่งแผนของผมไม่มีอะไรมากเลย ก็แค่ลากอานูบิสไปสู้กันตามลำพัง
ขอแค่ไม่มีอานูบิสกองทัพศพก็จะสลายตัวไปเอง
“ไม่ได้!”
ยูรินร้องค้านคนแรก เพราะเธอก็ใช้ตรวจสอบดูเลเวลของอานูบิสมาแล้ว
“ไม่ต้องห่วงยูริน ผมไม่ใช่คนแบบที่จะเอาชีวิตไปทิ้งเปล่าๆ หรอก
แต่ผมมีแผนที่ใช้จัดการอานูบิสอยู่”
“…จริงเหรอ”
ยูรินยังจ้องผมแบบไม่วางใจ เพราะเธอรู้ว่าผมยอมเสี่ยงทุกอย่าง
เพื่อให้พวกเธอปลอดภัย และบางทีผมก็ชอบโกหกพวกเธอเหมือนกันเพื่อเหตุนั้น
“จริงสิ”
ผมเลยต้องให้คำตอบที่ทำให้เธอมั่นใจออกไป
“ถ้าไม่เชื่อก็ถามเอสเตอร์ดูสิ ว่าเห็นเคราะห์ร้ายในตัวผมไหม”
ทุกคนหันไปมองเอสเตอร์ทันที ซึ่งเธอเปิดผ้าปิดตาออก
และจ้องผมแบบกลัวๆ เพราะคราวก่อนที่มองผม เล่นเอาเธอเกือบเยี่ยวราดเลย
แต่คราวนี้เธอกลับไม่เห็นกลุ่มก้อนที่น่ากลัวจากตัวผมอีกแล้ว
“ไม่…ไม่มีลางบอกถึงเหตุร้ายเลย ตรงกันข้าม
ถ้าให้ท่านโรมะไปเล่นพนันตอนนี้ มีหวังบ่อนล้มละลายแน่”
ถึงเอสเตอร์จะบอกแบบนั้น แต่ก็ยังจ้องผมแบบสงสัย
เพราะเธอไม่เชื่อว่ากลุ่มก้อนความน่ากลัวที่เห็นคราวก่อน จะหายไปได้เอง
แต่เพราะทำพูดของเธอทำให้ทุกคนเชื่อมั่นขึ้นมาแล้ว
“งั้นให้ฉันไปด้วยนะคะ”
มอเรียเสนอตัว เพราะเธอมั่นใจว่าต่อให้คู่ต่อสู้มีเลเวลมากกว่า
ก็ยังมีสกิลที่ใช้จัดการกับอีกฝ่ายได้ แต่ผมไม่ยอมให้เธอไปเสี่ยงด้วยหรอก
“ไม่ได้ๆ ขืนมอเรียไปด้วย ผมก็อดโชว์หล่อกันพอดี”
“นายท่านไม่ต้องโชว์ก็หล่ออยู่แล้วค่ะ!”
เดเม่บอกอย่างมั่นใจ
สงสัยยังตามมุกผมไม่ทันแฮะแต่ก็ดีใจแฮะที่เธอชมผมแบบนั้น
“เอาล่ะ ผมว่าลงมือตอนที่อีกฝ่ายกำลังรวมกันไม่ติดแบบนี้ดีกว่า
ไว้เดี๋ยวเจอกันนะ มิริน เนปฟ่า เปิดทางให้หน่อยสิ”
ผมชี้ไปที่พวกศพที่อัดกันตรงบาเรียจนเป็นกำแพงเนื้ออยู่
“ได้ค่ะ!”
ทั้งคู่ตอบก่อนจะใช้เวทระเบิดเป่าพวกศพจนหายไปหมด
เปิดทางให้ผมเดินออกไปได้
แล้วทำไมผมถึงกล้าออกไปนอกพื้นที่ป้องกันนะเหรอ
ก็ผมมีไพ่ตายที่เรียกว่า จอมมาร อยู่ไงล่ะ
ผมเปิดใช้สถานะจอมมารมาตั้งแต่ที่คุยกับทุกคนแล้ว
แต่ที่ทุกคนไม่รู้สึกตัวสักนิด
เพราะผมใช้ผ้าพันคอสารพัดนึกบวกกับสกิลที่ได้มาจากราก้า
Disguise ไร้ระดับ (Passive skill) สามารถอำพรางสถานะ ค่าพลัง
รวมถึงผลของสกิลได้
ตอนนี้ทุกคนเลยไม่สามารถสัมผัสพลังของจอมมารของผมได้เลย
ต่อให้เปิดออร่าแห่งลางร้ายออกมา ทุกคนก็จะไม่รู้สึกอะไร เพราะงั้นเลยทำให้เอ
สเตอร์มองไม่เห็นกลุ่มก้อนความน่ากลัวของจอมมารแล้ว
จริงๆ สกิล Disguise มีประโยชน์พอๆ กับผลเสีย
ประโยชน์คือการอำพรางค่าพลังจากศัตรูได้อย่างร้อยเปอร์เซ็น หรือต่อให้ติดพิษ
หรือติดค่าสถานะส่งผลลบแบบไหน อีกฝ่ายก็ไม่มีทางรู้ได้เลย แต่นั้นล่ะ มันก็ทำให้เพื่อนในปาร์ตี้ไม่เห็นไปด้วย
ทำให้บางทีเข้ามาช่วยรักษาไม่ทัน
ยังดีที่ผลเสียของมันไม่เลวร้ายนัก เพราะถึงเป็น Passive skill
ก็ยังปิดเปิดการใช้งานของมันได้ แต่ผลดีของมันเนี่ยสิ ผมคิดวิธีใช้ได้เยอะเลย
เช่นอำพรางพวกแสงหรือเสียงเอฟเฟกตอนใช้สกิลออกมา แบบนี้ก็ทำให้ศัตรูไม่รู้แล้วว่าเรากำลังใช้สกิลอะไรออกไป
ถ้าใช้คู่กับ Slash ล่ะก็ โคตรน่ากลัวเลย
แต่อาชีพของราก้าคือ Grazier (คนดูแลปศุสัตว์)
สกิลนี้เลยมีไว้เพื่อการอำพรางกลิ่นอายของตัวเอง
เพื่อให้เข้าใกล้พวกสัตว์ได้โดยไม่ทำให้พวกมันแตกตื่น
ส่วนผ้าพันคอสารพัดนึกก็ช่วยเปลี่ยนเกราะจอมมารที่ผมใส่
ให้กลายเป็นเกราะเฉพาะส่วนแบบถูกๆ ไปแทน
ผมในตอนนี้เลยเป็นจอมมารในคราบเปลือกที่เป็นมนุษย์ธรรมดาไปแล้ว
แต่อย่างหนึ่งที่ยังอำพรางไม่ได้ นั้นคือแรงกดดัน
เพียงแค่ผมจ้องใส่ พวกศพก็พากันชะงักไม่กล้าเขามาโจมตี
แถมออร่าแห่งลางร้าย ถึงจะไม่รู้สึกอะไร แต่มันจะทำให้ศัตรูติดสถานะกลัว
อ่อนแรงและLv Down ด้วย เผลอๆ พวกศพไม่รู้ตัวด้วยซํ้าว่าติดสถานะที่ว่าไปแล้ว
และตอนนี้ผมก็ได้เข้าใจแล้วว่า ทำไมจอมมารถึงต้องใช้ผู้กล้ามาปราบ
เพราะจอมมารมีสกิล Passive ที่พอทำให้อีกฝ่ายติดสถานะผลลบหรือทำให้เลเวลลดลงได้
ค่าพลังของจอมมารจะยิ่งสูงขึ้นแทน
ตอนนี้แค่ผมเดินผ่านพวกกองทัพศพไป
ค่าพลังของผมก็บวกเพิ่มขึ้นมาไม่หยุด คำว่าจำนวนไม่มีผลกับจอมมารเลยนั้นเอง
เหมือนกับมุเอมะที่สู้กับศัตรูที่มาเป็นกองทัพแล้วจะได้เปรียบ จอมมารเองก็เช่นกัน
เหมือนสกิลจะเซตไว้ให้เก่งตามจำนวนของศัตรูที่มีเลย
เพราะงั้นวิธีปราบจอมมารเลยต้องใช้คนจำนวนน้อย
แต่มีคุณภาพสูงที่สุดเช่นปาร์ตี้ผู้กล้า
อานูบิสที่เห็นพวกศพไม่ยอมเข้าโจมตีผมสักที
เลยต้องตะโกนออกคำสั่งไป พวกศพมีท่าทีชัดเจน
ว่าไม่อยากเข้ามา แต่ก็ขัดคำสั่งไม่ได้ เลยรุมผมเข้ามาจากทุกทิศทุกทาง
แต่ผมก็หยิบดาบศิลาเย็นออกมาพร้อมกับใช้สกิลออกไป
“Hell Ice Field”
ใช่แล้ว ตอนที่ผมเป็นจอมมารผมสามารถใช้ได้ทุกสกิลและทุกเวทมนต์
เพราะค่ามาน่าของผมนั้น มหาศาลจนขี้เกียจมานั่งนับหลักกันเลยทีเดียว
ส่วน Hell Ice Field นั้นเป็นเวทมนต์ระดับ 5 โดยที่จะสร้างพื้นที่รอบตัวผู้ใช้
ให้กลายเป็นทุ่งหนามนํ้าแข็ง อุณหภูมิจะเข้าสู่จุดเยือกแข็งด้วย การตายด้วย Hell
Ice Field ถ้าไม่ใช่เป็นมอนสเตอร์ดันเจี้ยนแล้ว ก็จะไม่สามารถฟื้นคืนชีพได้
เพราะร่างกาย
จะถูกแช่ไว้ในก้อนนํ้าแข็ง ส่วนพื้นที่แสดงผลก็สมเป็นเวทระดับ 5
เพราะมันแช่แข็งทั้งเมืองได้เลย
แค่ใช้ออกมาครั้งเดียว กองทัพศพก็ถูกทำลายหายไปกว่าครึ่ง จริงๆ
มันน่าจะทำลายได้ทั้งหมดเลย แต่ผมกลัวจะไปโดนพวกสาวๆ ด้วย เลยลดพลังของมันลง
แต่แค่นี้ก็เพียงพอจะทำให้อานูบิสถึงกับเหงื่อตกได้แล้ว
“เจ้าเป็นใครกันแน่!”
“เดี๋ยวจะตอบให้ครับ แต่ตอนนี้ย้ายที่คุยกันก่อนดีกว่า”
ผมไม่อยากจะให้ความลับตัวเองแตก เลยต้องย้ายที่ต่อสู้ไปให้ไกลๆ
จนไม่มีใครเห็น ผมขยับตัวทีเดียวก็เข้าประชิดอานูบิสได้ และจับแขนของเขาเหวี่ยง
ออกไป ร่างของอานูบิสพุ่งเป็นจรวดข้ามเขตสุสาน ก่อนจะไปตกกลางเขตป่าในเวลาเพียงไม่กี่วินาที
ส่วนผมแค่กระโดดทีเดียวก็ตามมาทันแล้ว
พลังของจอมมารนี้โอเวอร์จริงๆ
แต่เหมือนผมจะลงมือหนักเกินไป เพราะผลจากการโดนผมเหวี่ยงมา ทำให้
Hp ของอานูบิสหายไปถึงครึ่งหลอด
เอาเข้าจริงๆ ผมว่าแค่ใช้มือเดียวก็คงขยี้อานูบิสได้แล้วล่ะ
นั้นคือความต่างของพลังที่โกงสุดในโลกนี้ ที่ถูกเรียกว่าจอมมาร
ทว่าเป้าหมายของผมไม่ใช่การทำลายอีกฝ่าย ก็อย่างที่บอกไป
ฝ่ายผมเป็นฝ่ายที่ผิด ผมจะต้องใช้วิธีอื่นแก้ไขปัญหา
ไม่ใช่การใช้พลังอำนาจเข้าหักหาญ ผมถอดผ้าพันคอออกพร้อมกับปิดสกิลอำพรางด้วย
เหมือนรูปโฉมที่แท้จริงของผมปรากฏขึ้นตรงหน้า
อานูบิสก็ถึงกับปากสั่นจนเขี้ยวกระทบกันเสียงดัง เขาเองก็รู้ทันทีว่าผมคือใคร
“จะ จอมมาร!”
“ครับ ผมเอง”
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น