ตอนที่ 127 ความรู้สึกที่ถูกทำร้าย
ตอนที่ 127 ความรู้สึกที่ถูกทำร้าย
บนยอดไม้เหนือป่าใกล้กับกรอซ่า ได้มีเงาเคลื่อนไหวราวกับสายลม
กระโดดจากยอดไม้หนึ่งไปสู่อีกที่ โดยที่ทำให้ยอดไม้ไหวเพียงเบาๆ
เหมือนมีโดนลมพัดเบาๆ
เด็กสาวหยุดการเคลื่อนไหวลง ขณะใช้ปลายเท้ายืนอยู่บนใบไม้
มองไปข้างหน้าราวกับจะตรวจดูทิศทางลม
ขณะเดี๋ยวกันนกที่ถูกทำมาจากกระดาษก็บินลงมาตรงหน้าเธอ
“หัวหน้าริกะ ได้ข้อมูลมาแล้วครับ”
“โคเฮย์เหรอ ฉันใกล้จะถึงกรอซ่าแล้ว ทางนายได้ข้อมูลอะไรมาบ้าง”
“เป้าหมายที่สภาใต้ดินว่าจ้างมา มีชื่อว่าโรมะจริงๆ ด้วยครับ”
“มีรูปของเขาไหม!”
“ผมให้ลูกน้องไปหามาจนได้มาแล้วครับ จะส่งให้ดูเดี๋ยวนี้”
แล้วนกกระดาษก็คลายตัวออก กลับเป็นกระดาษธรรมดาแผ่นหนึ่ง
ก่อนจะมีภาพดินสอปรากฏขึ้นมา เมื่อกำลังมีมือที่มองไม่เห็นวาดอยู่
“…แน่ใจว่าไม่ผิดตัวนะ โคเฮย์”
“ไม่ผิดแน่นอนครับ ข้อมูลมาจากกิลนักผจญภัยเองเลย
ผมเองก็ลองตรวจสอบดูแล้ว”
“เจ้านี้…ไม่ใช่โรมะที่ฉันตามหาอยู่”
“งั้นจะให้ถอนตัวเลยไหมครับ
อย่างไงก็เป็นแค่การรับปากแบบปากเปล่าอยู่แล้ว”
“เดี๋ยว นอกจากหน้าตาแล้ว ยังมีข้อมูลอื่นอีกไหม”
“ครับ เขาเริ่มปรากฏตัวที่เมืองกรอซ่าเมื่อราวสองเดือนก่อน
และเริ่มต้นเป็นนักผจญภัยมือใหม่ตั้งแต่วันแรกที่มาถึงเลยครับ”
“สองเดือนก่อน…มันเป็นเวลาไล่เลี่ยกับตอนที่ฉันโดนส่งตัวกลับไปโลกเก่าพอดี
โรมะเองก็ไม่มีสกิลที่ใช้เคลื่อนที่ในระยะไกลได้
จากแดนปีศาจไม่น่าจะมาไกลถึงกรอซ่าได้เร็วขนาดนั้น…หรือว่าจะได้รับความช่วยเหลือจากเผ่าปีศาจ”
“เป็นไปไม่ได้หรอกครับหัวหน้าริกะ
ข้อมูลจากพวกเผ่าปีศาจที่พวกเราจับมาทรมาน ต่างบอกเหมือนกัน
ว่าไม่รู้จักมนุษย์ที่ชื่อโรมะเลยครับ บางทีเขาอาจจะ”
“หุบปากก่อน! ฉันกำลังใช้ความคิด”
ริกะย้อนคิดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
ตอนนั้นโรมะน่าจะทำสัญญาสงบศึกกับปีศาจในปราสาทจอมมาร
เขาเป็นคนที่พูดจาดีมีมารยาทและหัวไวสุดๆ คงคิดหาทางทำให้พวกปีศาจส่งพวกเรากลับ
แต่หลังจากนั้นล่ะเกิดอะไรขึ้น
มีหลายความเป็นไปได้ หรือเขายอมสละแลกกับชีวิตตัวเอง ไม่
โรมะไม่ใช่คนที่จะยอมตายง่ายๆ เขาน่าจะชี้ให้เห็นผลเสียมากกว่า
ว่าการสู้กับพวกเราจะมีแต่เสียกับเสีย แล้วหลังจากนั้น พอฉันถูกอันเชิญ
กลับมาอีกครั้ง…ปราสาทจอมมารก็ลอยกลับขึ้นไปบนฟ้าแล้ว
เจ้าพวกที่อันเชิญมาก็บอกว่าเป็นเพราะจอมมารตัวจริงคืนชีพแล้ว
ถ้าเป็นแบบนั้นสัญญาที่โรมะทำไว้กับพวกปีศาจในปราสาท
ก็จะเป็นอันสิ้นสุดลง เพราะคนที่มีอำนาจสูงสุดกลับมาแล้ว
แต่โรมะต้องรู้ตัวก่อนแน่ๆ เขาคงเลือกที่จะหนีออกมาก่อน
และเขาเองก็พูดเองว่าอยากจะลองเป็นนักผจญภัยดู
แปลว่าต้องไปที่เมืองของทางดินแดนมนุษย์แน่นอน มั่นใจได้เลยว่าต้องเป็นแบบนั้น
แต่ปัญหาคือกรอซ่าอยู่ห่างจากแดนปีศาจมาก
ต่อให้เป็นเวทมนต์เคลื่อนย้ายระยะไกล ก็ไม่น่าจะมาถึงนี้ได้
ถ้าคิดรวมกับนิสัยเรื่อยๆ สบายๆ ของโรมะไป
อีก เขาคงไม่รีบร้อนเดินทางแน่
เจ้าโรมะที่กรอซ่าอย่างไงก็ไม่ใช่คนที่เรากำลังตามหา
“ขอโทษด้วยนะครับ หัวหน้าริกะ แต่ผมอยากให้คิดเผื่อกรณีที่เขาตายไปแล้วด้วยนะครับ”
“หุบปากไปซะ! แกไม่รู้จักโรมะอย่ามาทำเป็นพูดดี
อย่างเขาไม่ว่าจะเจอความยากลำบากแบบไหน ก็ต้องเอาตัวรอดได้อยู่แล้ว
ที่พวกฉันอยู่รอดในปราสาทจอมมารได้ก็เพราะเขา
แถมยังสอนให้ฉันใช้สกิลจนไร้ผู้ต้านทานได้อย่างทุกวันนี้อีก คนอย่างเขา…ไม่มีทางมาตายบนโลกบัดซบนี้หรอก!”
“ครับ! ทราบแล้วครับ! ผมจะไม่คิดถึงกรณีแบบนั้นอีกต่อไป”
ฟังจากนํ้าเสียงโคเฮย์ก็รู้ว่าริกะใกล้จะถึงจุดระเบิดแล้ว
เลยรีบบอกออกมาอย่างหวาดกลัว
“ช่างเถอะ แล้วนอกจากนั้น
ยังมีข้อมูลของเจ้าโรมะตัวปลอมอะไรอีกบ้าง”
“ครับ เจ้าตัวปลอมนั้นเห็นว่ามีเงินติดตัวตอนเข้าเมืองมาเยอะมาก
ขนาดซื้อคฤหาสน์และทาสทันทีที่มาถึง ถึงจะตามสืบประวัติย้อนหลังไม่ได้
แต่ทางกิลนักผจญภัยคาดว่าเขาคงเป็นคุณหนูของเศรษฐีที่ไหนสักแห่ง
แล้วหนีออกมาจากบ้านมาเที่ยวเล่นครับ”
“ถ้าเป็นโรมะตัวจริงเขาไม่มีเงินหรอก
เพราะตอนอยู่ปราสาทจอมมารพวกเราไม่ต้องใช้เงิน
เลยไม่ได้เก็บของมีค่าอะไรไว้สักอย่าง
แค่นี้ก็แน่ใจได้เลยว่าเจ้านั้นไม่มีทางเป็นโรมะไปได้ แต่ว่าเรื่องทาส…”
ถ้าเป็นโรมะ…บางที
“ส่วนข้อมูลหลังจากนั้นค่อนข้างสับสนครับ”
“อย่างไง?”
“เพราะโรมะตัวปลอมสร้างฮาเร็มขึ้นมาครับ เห็นว่าซื้อพวกทาสมาบำเรอ
ไม่ก็ไปหลอกลวงสาวๆ ที่ถูกใจมาโดยไม่สนใจวิธีการ
แถมยังไปเกี่ยวข้องกับคดีใช้ความรุนแรงอีกหลายครั้ง
ล่าสุดถึงขั้นไปมีเรื่องกับโบสถ์ใหญ่จนมีคนตายไปหลายสิบคนเลย
เพราะแบบนี้สภาใต้ดินเลยอยากจะกำจัดมันซะ”
“เจ้านั้นมันทำแบบนั้นจริงเหรอ”
“ครับ ถึงจะรายงานจะมีขัดแย้งในบางส่วนจนดูสับสน
แต่ทุกเหตุการณ์ล้วนแต่มีพยานยืนยันครับ”
“งั้นไม่ว่าอย่างไงฉันคงต้องไปที่กรอซ่าให้ได้แล้ว”
“หัวหน้าริกะ?”
“ไอ้ชั่วที่บังอาจใช้ชื่อโรมะทำเรื่องเลวทรามแบบนั้น
ฉันไม่ปล่อยให้มันมีชีวิตอยู่แน่”
รังสีฆ่าฟันของริกะรุนแรงจนทำเอากระดาษที่ใช้สื่อสารกระจุยเป็นชิ้นๆ
พวกนกในป่าต่างแตกตื่นจนพากันแตกหือขึ้นมา แต่ทว่าพอบินพ้นยอดไม้
ร่างของพวกนกก็เหลือแค่กระดูกและพุ่งตกลงสู่พื้นดิน
จากนั้นริกะก็กระโดดไปตามยอดไม้ต่อ เพื่อมุ่งหน้าสู่กรอซ่า
เมืองที่กำลังจะถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นสนามรบ
ขณะเดียวกัน ทางโรมะก็ได้เริ่มเปิดโรงเรียนอย่างเป็นทางการสักที
นักเรียนที่มาสมัครกับนักเรียนทุนมี 33 คน บวกกับทาสเด็กของผมอีก 7 คนรวมเป็น 40
คนพอดี โดยจะแบ่งเป็นสองห้องแยกตามพื้นฐานของแต่ละคน
ใครที่พออ่านออกได้นิดหน่อยก็ให้ไปอยู่ห้องเด็กเรียนเร็ว
อีกห้องก็สอนตั้งแต่พื้นฐานแต่ทาสของผมได้รับการสอนพื้นฐานจากโมอามาบ้างแล้ว
เลยได้อยู่ห้องเด็กเรียนเร็วด้วยกันหมด
จริงๆ ตอนแรกทาสเด็กมีขอมาเรียนหนังสือเยอะกว่านี้
แต่ตอนหลังเปลี่ยนใจไปขอฝึกงานที่โรงแรมกันเกือบหมด
สิบคนที่มาสมัครเข้าเรียน ดูน่าเป็นห่วงนิดหน่อย
เพราะมีตั้งแต่ลูกขุนนางขี้โอ๋ที่โดนเตะออกมาจาก
โรงเรียนอื่น ไปจนถึงพวกลูกพ่อค้าหน้าเลือด
ที่กะส่งลูกหลานมาเรียนฟรี พวกนี้ดูไม่ค่อยมีความมุ่งมั่น
วันนี้เรียกว่าเป็นวันปฐมนิเทศ ยังไม่มีการเรียนการสอนอะไร
แค่อธิบายว่าการเรียนการสอนจะมีอะไรบ้าง
และให้นักเรียนทำความรู้สึกและปรับตัวเข้าหากัน
พวกสิบคนที่มาสมัครพอรู้ว่าต้องเรียนกับทาสหรือครึ่งสัตว์
ก็พากันร้องยี่กันขึ้นมาทันที ไอ้พวกนี้ไม่ได้อ่านกฎระเบียบในใบปลิวหรือประกาศกันเลยสินะ
ซํ้าพวกนักเรียนทุนคนอื่นๆ ก็ไม่ได้ดีกว่าทาสเลย มีทั้งเด็กจากสลัม
โสเภณี คนพิการ หรือเด็กหนีออกจากบ้าน ตอนนั่งฟังการปฐมนิเทศ
เลยนั่งแบกพวกกันอย่างชัดเจน แต่เดี๋ยวดูตอนแยกห้อง
ว่าจะมีคนรับไม่ได้จนลาออกไปด้วยไหม
แต่วันนี้ผมมาเป็นแค่ผู้สังเกตการณ์เท่านั้น
ไม่ว่ามีปัญหาอะไรเกิดขึ้น กรอเรียที่เป็นเหมือนผู้อำนวยการโรงเรียน
จะต้องแก้ปัญหาเอง
พอถึงตอนขานชื่อเพื่อแยกไปตามห้อง ก็เริ่มวุ่นวายตามคาด
พวกคนที่มาสมัครต่างเรียกร้อง ว่าจะไม่ยอมเรียนห้องเดี๋ยวกับพวกชั้นตํ่า
กรอเรียทำท่าอึดอัดใจขณะเหลือบมองมาทางผม แต่ผมก็แค่ยิ้มแห้งๆ ให้
กรอเรียเลยประสานมือทำท่าสวดอ้อนว้อนสักครู่ มันเหมือนเป็นการทำให้ใจสงบล่ะมั่ง
ก่อนจะกล่าวออกมาด้วยนํ้าเสียงอบอุ่น
“นักเรียนของที่นี้จะต้องปฏิบัติตามกฎอย่างเคร่งครัดนะคะ
ซึ่งในกฎเองก็มีบอกไว้อยู่แล้ว ว่าจะไม่มีการแบ่งแยกชนชั้นหรือเผ่าพันธุ์
ถ้าไม่ปฏิบัติตามกฎ คงต้องขอเชิญออก”
เยี่ยมมาก ยึดถือตามกฎในการแก้ไขปัญหา
ต่อให้เป็นพวกไม่มีเหตุผลก็ทำอะไรไม่ได้หรอก
พวกสมัครเรียนทำท่าอึกอักกัน เพราะคงรู้ตัวล่ะ
ถ้าออกจากที่นี้ไปก็ไม่มีที่ไหนอ้าแขนรับแล้ว เลยกัดฟันเดินกระทืบเท้าไปห้องเรียนอย่างไม่พอใจ
ส่วนพวกนักเรียนทุนที่เห็นท่าทางดังกล่าว ก็พากันรู้สึกสลด
เพราะเหมือนตัวเองเป็นตนเหตุ กรอเรียเลยเข้าไปยิ้มให้กับทุกคน
“อย่ากังวลเลยค่ะ มาเรียนหนังสือกันอย่างสนุกสนานดีกว่านะคะ”
“ครับ/ค่ะ!”
หมดห่วง กรอเรียเอาอยู่อย่างแน่นอน เพราะเห็นแบบนั้นแล้วผมเลยเดินกลับออกมา
พอกลับมาถึงคฤหาสน์ ผมก็ตรงไปห้องทำงานของเมยอา เพื่อดูบัญชีตัวเลข
ที่โรงแรมสถานการณ์คงที่ กิจการไปได้ด้วยดี แขกก็กระทบกระทั่งกันบ้าง
แต่ก็เป็นธรรมดาของพวกนักผจญภัย ซึ่งก็มีโกร่ากับอานูบิสคอยคุ้มไม่ให้บานปลายได้
พูดถึงอานูบิส ตอนแรกผมจะให้เขาปลอมตัวเป็นมนุษย์ แต่เจ้าตัวไม่ยอม
เลยใส่ชุดพ่อบ้านเดินไปทั่วโรงแรมทั้งๆ แบบนั้น เล่นเอาแขกผวาไปเหมือนกัน
แต่ที่โรงแรมก็มีมอนสเตอร์ให้เห็นอยู่บ้าง อย่างพวกไรโมดอล
แถมบางคนยังมองว่าอานูบิสเป็นเผ่าครึ่งสัตว์แบบยามเป็ด เลยไม่มีใครใส่ใจอะไร
จากนั้นก็รอฟังรายงานจากพวกเดเม่ ที่ผมส่งเข้าเมืองไปดูสถานการณ์
ซึ่งแค่อาทิตย์แรกหลังจากโรงแรมยูโทเปียเปิด ก็มีโรงแรมในเมืองหลายแห่งไร้ลูกค้า
จนถึงกับร้างไปเลย โดยเฉพาะโรงแรมแพงๆ
เพราะห้องดีสุดของพวกเขายังเทียบไม่ได้กับห้องเดียวของโรงแรมผม แถมราคาก็ต่างกันสุดกู่
ไม่แปลกที่จะเลือกไปพักที่โรงแรมของผม
ส่วนโรงแรมระดับกลางกับระดับล่างยังคงพออยู่ได้
ถึงลูกค้าจะน้อยลงแต่ก็ยังมีแขกเข้าพัก แม้ส่วนใหญ่จะมาเพราะไม่มีทางเลือกก็เถอะ
เนื่องจากโรงแรมยูโทเปียห้องพักเต็มและรอคิวนานเป็นเดือนๆ
ผมเองก็อยากจะเข้าไปช่วยแก้ปัญหาให้อยู่หรอก
แต่คราวนี้ต่างจากเรื่องร้านอาหาร เพราะถ้าโรงแรมจะแข่งสู้กับผมให้ได้
พวกเขาจะต้องปรับปรุงห้องพักและการบริการแบบยกเครื่องใหม่หมด
ซึ่งต้องใช้เงินทุนกับองค์ความรู้ด้านการบริการในการฝึกพนักงาน
แต่อย่างที่บอกไป พวกเขายังไม่จนตรอกซะทีเดียว เพราะอย่างไงโรงแรมของผมก็ไม่คิดจะขยายตัว
ซํ้ายังลองรับลูกค้าได้จำกัด แถมถ้าอาหารการกินดีขึ้น
แขกต่างเมืองก็จะมามากขึ้นตาม แบบนี้เดี๋ยวก็มีลูกค้ามาเอง
เพียงแต่ว่าถ้าไม่ยอมปรับเปลี่ยนอะไรเลย ก็ไม่แน่เหมือนกัน
ทว่าพวกโรงแรมต่างๆ ก็ไม่ได้อยู่เฉยหรอก ตอนนี้เริ่มมีการติดต่อของซื้อตัวพนักงานของผมกันแล้ว
โดยเฉพาะพวกคนครัว เห็นว่ามีบางรายยอมทุนให้เงินเดือนสูงถึง 50,000 รีลต่อเดือน
ซึ่งมากเป็นสิบเท่าของที่ผมให้ แถมยังมีค่าฉีกสัญญาทาสแบบให้เปล่าอีกต่างหาก
ซึ่งทางผมเองก็เคยบอกไว้แล้ว ถ้ามีข้อเสนอดีๆ มาซึ่งต้องมีแน่ พวกเขาก็สามารถไปได้
ถึงผมจะอยากให้อยู่ก็เถอะแต่จะไม่มีการรั้งตัวไว้ ไม่งั้นมันก็จะเป็นการ
ขัดแย้งกับที่ผมเคยบอกไว้
ว่าพวกเขามีอนาคตและความฝันเป็นของตัวเองได้
แต่ข้อเสนอจากโรงแรมต่างๆ กลับถูกเหล่าทาสของผมปฏิเสธไปหมด
ไม่ใช่แค่เจ้าของโรงแรมที่มาชวนงงหรอก ผมเองก็งง เพราะไม่เข้าใจเลย ทั้งๆ
ที่จะได้อิสรภาพหลุดจากการเป็นทาสแล้ว แต่ทำไมดันปฏิเสธกันอีก
ลักษณะที่คนภายนอกมอง ต่างคิดว่าพวกทาสที่เป็นพนักงาน
เป็นประเภทรักองค์กรแบบเห็นเป็นครอบครัวไปแล้ว ซึ่งก็ไม่ต่างจากความเป็นจริงเท่าไร
แต่เหตุผลสำคัญที่พวกทาสไม่ยอมไปไหน เพราะพวกเขาภูมิใจกับการเป็นทาสของท่านเทพโรมะ
องค์เทวะแห่งลัทธิเทพเมฆาสวรรค์ที่พวกเขานับถือบูชา
พูดถึงเรื่องลัทธิเทพเมฆาสวรรค์ ผมได้รับรายงาน
ว่าพวกมนุษย์ครึ่งสัตว์ลงหุ้นกันขอเช่าพื้นที่ในชั้นหนึ่ง
เปิดเป็นอารามของลัทธิเทพเมฆาสวรรค์ และนำรูปวาดเหมือนของผมไปตั้งไว้
ซึ่งจะมีเหล่าพนักงานและลูกค้าแวะเวียนมาสวดบูชาทุกเช้าเย็นเลย…ขืนไปห้ามมีหวังเกิดจารจลขึ้นมาแน่ๆ
ทำเป็นมองไม่เห็นไปดีกว่า
“หือ?”
ขณะที่นั่งตรวจดูบัญชีกันอยู่เมยอาก็ขมวดคิ้วขึ้นมา
“มีอะไรเหรอ?”
“มีอะไรแปลกๆ ค่ะ ใบตราสารจากร้านแลกเปลี่ยนเงิน ส่งมาแต่ไม่ได้แจ้งยอดเงินไว้”
“เขาลืมหรือเปล่า”
“เป็นไปไม่ได้ค่ะ
ใบตราสารจะต้องได้รับการตรวจทานและประทับตราจากประธานก่อน
ถึงจะส่งมาให้กับเจ้าของเงินได้ แบบนี้มัน…”
“คิดว่าพวกเราจะโดนฮุบเงินเหรอ”
“ค่ะ มีความเป็นไปได้ เพราะเงินที่ฝากไว้ก็เป็นเงินก้อนโตซะด้วย
ถึงจะไม่เหมาะสมเพราะจะทำให้เสียความน่าเชื่อถือได้ แต่ของแบบนี้ไม่แน่หรอกค่ะ
คนโลภมากมีอยู่ทุกทีนั้นแหละ”
“ขนาดร้านแลกเปลี่ยนเงินยังไว้ใจไม่ได้
หรือว่านี้เราจะต้องเปิดธนาคารเองด้วย”
“ธนาคาร?”
“ไม่มีอะไร ผมแค่บ่นกับตัวเองน่ะ ว่าแต่จะจัดการอย่างไงกันดี”
“สามารถไปฟ้องร้องกับทางการหรือเจ้าเมืองได้โดยตรงเลยค่ะ
แต่ไม่ขอแนะนำ เพราะร้านแลกเปลี่ยนเงินมีเส้นสายและมีลูกค้าที่เป็นขุนนางอยู่เยอะ
ถึงฟ้องไปพวกนั้นก็จะเก็บเรื่องไว้ในลิ้นชักไม่สนใจไยดีอะไร”
“ให้มันได้แบบนี้”
“ส่วนอีกทางหนึ่งก็บุกไปถล่มร้านแล้วปล้นเอาเงินคืนเลย”
“เฮ้ย! แบบนั้นก็ผิดกฎหมายสิ!”
“หรือจะยอมให้พวกมันโกงเงินไปคะ”
เมยอานี้พอเป็นเรื่องเงินๆ ทองๆ เลือดร้อนขึ้นมาทันทีเลย
“เอาเป็นว่าส่งดาเซสไปสอบถามให้แน่ใจก่อนดีกว่า
ถ้าพวกนั้นคิดจะโกงกันจริง ค่อยมาคิดว่าวิธีการโต้ตอบ
แต่เงินเก็บในบ้านก็ยังมีคงไม่เดือดร้อนอะไรเท่าไรหรอก”
“ก็ได้ค่ะ”
เมยอาดูจะยังไม่ค่อยพอใจ แต่ผมเองก็เสียดายเหมือนกันนะ
เพราะรายได้ที่หามาจากดันเจี้ยนรอบก่อน หลังจากแบ่งให้กับทุกคน
และหักที่ให้กับทาฮากริม ที่เหลือก็เอาไปฝากไว้จนเกือบหมด
แถมรู้สึกเคืองที่โดนโกงด้วย
หลังจากเสร็จเรื่องบัญชีแล้ว ผมก็ว่าไปลงดันเจี้ยนนํ้าตกคนเดียวสักหน่อย
เพราะช่วงนี้เข้าเมืองไม่ได้ ก็พวกร้านค้าพากันเกลียดขี้หน้าผมอยู่นี่น่า
แต่ก่อนจะออกไป เดเม่ก็มาบอกว่ามีแขกจะขอพบ ผมเลยออกไปดู
คนที่มาเป็นพนักงานสาวของกิลนักผจญภัย เธอมองไปรอบๆ
อย่างสนใจจนเหมือนจะลืมวัตถุประสงค์ที่มาเลย
“น นี้ค่ะ จดหมายจากหัวหน้าซารี!”
ผมรับจดหมายมาและแกะอ่านทันที เนื้อหาแค่เรียกตัวไปพบ
แต่ไม่ได้บอกว่าธุระเรื่องอะไร…เอ๋ หรือว่าจะเรียกเราไปทำศึกใต้ร่มผ้า
ก็ดีเหมือนกัน
ผมเลยจะตามพนักงานกิลเข้าเมือง และแน่นอนว่าต้องไปคนเดียว
เพราะวันนี้คงยาวแน่
พอถึงในเมืองก็เจอบรรยากาศแบบเดิมๆ เต็มไปด้วยสายตามุ่งร้าย…อย่างไงรีบกลับก่อนคํ่าดีกว่าแฮะ
พนักงานกิลมาส่งผมแค่ที่ทางเข้า และปล่อยให้ผมขึ้นไปด้านบนเอง
คงเพราะมาบ่อยแล้ว แต่วันนี้พนักงานดูมีน้อยๆ แฮะ
หรือว่าหนีงานไปเที่ยวเล่นที่โรงแรมหว่า?
เมื่อมาถึงห้องใต้หลังคาผมก็เคาะเรียก และมีเสียงตอบกลับมาทันที
“เข้ามาสิ”
แต่พอเปิดประตูเข้าไป กลับรู้สึกผิดหวังนิดหน่อย
เพราะซารีอยู่ในชุดทำงานแบบผู้ชายและนั่งอยู่หลังโต๊ะ
อีแบบนี้เรียกมาคุยเรื่องงานแน่ๆ
ผมเดินไปนั่งที่เก้าอี้ และยิ้มทักทายเธอตามปกติ
แต่เธอไม่ยอมยิ้มตอบเลยแฮะ อารมณ์ไม่ดีอยู่เหรอ หรือว่าจะโกรธอะไร?
จะว่าไปตอนที่ไปพักที่
โรงแรมผมก็ไม่ได้แวะไปหาเธอเลย จะโกรธเรื่องนั้นหรือเปล่านะ
“โรมะ…ฉันเคยเตือนไปแล้วใช่ไหม ว่านายน่ะโดนหมายหัวอยู่”
“อ้อ หมายถึงกิลการโรงแรมสินะ ผมเองก็คิดหาวิธีช่วยอยู่นะ
แต่ถ้าพวกนั้นไม่ยอมเปลี่ยนแปลง ผมก็จนปัญหาเหมือนกัน”
“…ไม่ใช่แค่กิลการโรงแรมหรอก”
“ฮะๆ ก็ว่างั้นแหละ
เมื่อวานชืนเองก็พึ่งไปมีเรื่องกับพวกย่านร้านค้ามา”
“นี้ไม่ตลกนะโรมะ ตอนนี้ทุกกิลในกรอซ่าต่างลงมติว่าจะกำจัดนายแล้ว”
“เอ่อ นี้ผมมีศัตรูเยอะขนาดนั้นเลยเหรอ”
“…”
สีหน้าของซารีดูจะเคร่งเครียดขึ้นกว่าเดิม แต่เดี๋ยวนะ…
“ตะกี้เธอบอกว่าทุกกิลเหรอ”
“ใช่ ทุกกิล…รวมถึงกิลนักผจญภัยด้วย”
ทันทีที่ซารีเอ่ยขึ้นมา ประตูห้องก็เปิดออก
พร้อมกับมีนักผจญภัยหลายสิบคนวิ่งกรูกันเข้ามาล้อมผมเอาไว้
“นี้เอาจริงเหรอ”
“…”
ซารียังคงปั้นหน้าเครียดใส่ผม นี้เธอคิดจะทรยศผมจริงๆ เหรอเนี่ย!
ไหนว่าเป็นกิลพันธมิตรกันไง บ้าชะมัด!
แต่นี้ไม่ใช่เวลามาโกรธ สถานการณ์ตอนนี้เข้าขั้นเลวร้าย
และเป็นอย่างที่คิดไว้ เธอปิดการใช้งานสกิลของผมไว้อีกแล้ว
แถมนักผจญภัยพวกนี้ผมไม่เคยเห็นหน้า แต่ท่าทางเก่งเอาเรื่อง
“…ไหนๆ จะต้องเป็นศัตรูกันแล้ว ขอถามหน่อยได้ไหมว่าทำไม”
“หมายถึงเรื่องไหนล่ะ”
“ทำไมทุกคนคิดว่าผมเป็นศัตรู”
“มันแน่อยู่แล้ว เพราะเป็นนายไงล่ะ”
“ไม่เห็นเข้าใจเลย!”
“โรมะ นายยังไม่รู้ตัวอีกเหรอ
ตั้งแต่นายมาอยู่เมืองนี้ก็สร้างความเปลี่ยนแปลงไปมากแค่ไหน
ขุมกำลังที่นายสะสมไว้ก็มีแต่เพิ่มขึ้นทุกวัน จนทุกคนเริ่ม
เป็นกังวล ทุกกิลต่างได้รับผลกระทบกับสิ่งที่นายได้ทำไว้
ร้านประมูลที่ควบคุมโดยกิลการค้า ก็ประสบปัญหาจากที่นายไปปั่นราคาไว้
กิลการโรงแรมก็ไม่ต้องพูดถึง เพราะแทบจะสูญเสียรายได้ทั้งหมดไป
กิลช่างตีเหล็กก็มาร้องทุกข์ เขาคิดว่านายขโมยสูตรลับของเผ่าดวาฟไปใช้ กิลสมาคมอาวุธก็บอกว่านายเอาอาวุธที่ไม่ทราบแหล่งที่มาไปปล่อยเป็นจำนวนมาก
ไม่นับอาวุธปลดผนึกที่มีปริมาณน่าสงสัย
รวมถึงอุปกรณ์เวทอันตรายอย่างแท่นวาปร์ก็ด้วย และที่หนักสุดคือกิลค้าทาส
ที่เริ่มมีการต่อต้านจากพวกทาสให้เห็นกันแล้ว
เพราะทาสของนายไปสร้างความเชื่อแบบผิดๆ ให้”
“…แล้วกิลนักผจญภัยล่ะ”
“นายเองก็น่าจะรู้นะในฐานะนักผจญภัยคนหนึ่ง…โดยหลักการแล้ว
กิลนักผจญภัยเป็นศัตรูกับเผ่าปีศาจอยู่แล้ว”
“…เข้าใจล่ะ”
ผมผิดเอง ที่เมืองนี้ยังไม่พร้อมกับความเปลี่ยนแปลง
ผมคิดว่าทุกอย่างจะง่ายเหมือนที่เผ่าปีศาจ และทั้งๆ ที่ระวังเรื่องนี้มากแล้ว
แต่มันก็ยังไม่พอ ผมคิดว่ามันก็เหมือนกับชาวเอเชียในสมัยก่อน
ที่ยังไม่พร้อมรับวัฒนธรรมตะวันตก จึงเกิดการต่อต้านขึ้นมา
แถมผมเป็นแกะที่เป็นฝ่ายเดินเข้ามาในฝูงหมาป่าเอง
“ขอถามอีกอย่าง…แล้วมิตรภาพของเรามันไม่มีค่าอะไรเลยเหรอ”
ปัง!
พอถามเรื่องนี้ซารีก็ทุบโต๊ะด้วยความโกรธทันที
“อย่างมาอ้างถึงเรื่องนั้นนะ! ฉันคือหัวหน้ากิล
มีหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบ และมีลูกน้องที่ต้องดูแล ถ้าหัวหน้าเป็นคนทำผิดซะเอง
จะมีใครที่ไหนมานับถือ และถึงจะเป็นกิลใหญ่ก็ใช่ว่าจะอยู่ได้โดยลำพัง
พวกเราต้องใช้เส้นสายมากมาย นายคิดว่าไอเท็มต่างๆ ที่เอามาขายให้กับทางกิลมันจะกลายเป็นเงินขึ้นมาได้เองเหรอ
รู้ไหมต้องลำบากแค่ไหนเพื่อเจรจาขอส่วนลดกับปลายทางที่รับไอเท็มไปต่อ
เพื่อจะรักษาราคาที่ทุกคนพึ่งพอใจไว้ได้ เควสต่างๆ
ก็ต้องใช้ความสัมพันธ์กับกิลอื่นๆ เพื่อให้ได้มา
นายคิดว่าฉันจะยอมเห็นแก่คนเพียงคนเดียว
และตัดสัมพันธ์กับทุกกิลจนทำให้กิลนักผจญภัยต้องล่มสลายเหรอ!”
“ผมเข้าใจ แต่ที่ผมอยากรู้ คือตัวคุณเองรู้สึกอย่างไงกับผม
เป็นแค่ความรู้สึกส่วนตัวไม่เกี่ยวกับคนอื่น”
“โรมะ…นายไม่ใช่ผู้ชายคนเดียวที่ฉันมีอะไรด้วยเพื่อสร้างเส้นสายหรอกนะ”
…รู้สึกแสบร้อนขึ้นมาที่กลางอก ความรู้สึกที่โดนทิ้งเป็นแบบนี้เอง
เศร้าจนอยากร้องไห้ออกมา ไม่ใช่แค่อยากหรอก นํ้าตาล่วงมาแล้วหยดหนึ่ง แย่ล่ะสิ
ความรู้สึกของผมมันแย่ขนาดที่ว่าถึงตายซะช่างแล้ว หรือว่านี้ผมจะรักซารีจริงๆ
ไม่ไหว ไม่ว่าจะพยายามกระตุ้นตัวเองอย่างไง ก็ไม่สามารถก้าวข้ามความรู้สึกเสียใจไปได้เลย
ต้องรีบกลับไป ถ้าผมได้เจอพวกฟราน ความรู้สึกผมอาจจะดีขึ้น
ถึงจะโดนปิดสกิลไว้
แต่ถ้าผมใช้สถานะจอมมารจะต้องจัดการพวกนี้ได้แน่ ไหนๆ
พวกเขาก็มองผมเป็นเผ่าปีศาจอยู่แล้ว คงไม่จำเป็นต้องปิดบังสถานะอีกต่อไปอีก
…เอ๋ นี้มัน!?
ผมเรียกใช้สถานะจอมมารแล้วแต่กลับไม่มีอะไรเกิดขึ้น เพราะอะไรกัน!
ในชั่วขณะผมคิดว่าคำตอบอย่างรวดเร็ว ความเป็นไปได้หนึ่งผุดขึ้นมาในหัว
ผมเริ่มเป็นจอมมารตอนที่ได้รับการทดสอบพร้อมกับได้สกิลมารราคะมา หรืออีกนัยหนึ่ง
ผมเป็นจอมมารเพราะมีสกิลมารราคะ!
แต่ตอนนี้สกิลผมโดนปิดไป รวมถึงสกิลมารราคะด้วย
หรือก็คือผมโดนปิดกั้นสถานะจอมมารไปด้วย ซวยแล้วไง!
ไม่! เดี๋ยวก่อนสิ เรายังมีแหวนอยู่นี่น่า
ผมแตะไปที่แหวนเพื่อจะติดต่อมุเอมะหรือเพื่อจะวาปร์กลับปราสาทจอมมาร
แต่กลับทำไม่ได้เหมือนกัน มันเป็นผลต่อเนื่องที่เกิดขึ้น เพราะผมโดนตัดจากสถานะจอมมาร
ก็เท่ากับผมไม่ใช่เผ่าปีศาจอีกต่อไป
และแหวนจะใช้ได้ก็ต่อเมื่อผมเป็นเผ่าปีศาจเท่านั้น…นี้มัน…หายนะชัดๆ
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น